ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ประโยชน์ของการไม่เผาฟางและตอซังข้าว

ประโยชน์ของการไม่เผาฟางและตอซังข้าว

1. ใช้เป็นปุ๋ยโดยการไถกลบตอซังและฟางข้าวลงไปในดิน
          1.1 ช่วยในการปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดิน ทำให้ดินมีความโปร่ง ร่วนซุยการถ่ายเทของอากาศดีขึ้น ลดความหน้าแน่นของดิน ดินมีการอุ้มน้ำได้มากขึ้น
          1.2 เพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุให้กับดิน การไถกลบตอซังและฟางข้าว จะทำให้ระดับอินทรีย์วัตถุในดินเพิ่มสูงขึ้น
          1.3 ปรับค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน อินทรีย์วัตถุจากการไถกลบเศษพืชจะมีคุณสมบัติ
 ในการเพิ่มความต้านทานการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดและด่างของดิน ซึ่งจะทำให้ค่า PH ของดินอยู่ในระดับที่เป็นกลางเพิ่มมากขึ้น
          1.4 เพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดิน อินทรีย์วัตถุมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนแปลงประจุบางชนิดทำให้ธาตุอาหารในดิน ซึ่งอยู่ในรูปของประจุบวกบางชนิด ถูกดูดซับไว้มิให้เกิดการสูญเสียไปจากดิน และพืชสามารนำไปใช้ประโยชน์ได้ แนะนอกจากนี้การไถกลบตอซังและฟางข้าวติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะช่วยลดความเป็นพิษจากเหล็กและแมงกานีสในดินได้
          1.5 เพิ่มกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินและลดปริมาณศัตรูพืชในดินอินทรีย์วัตถุมีผลต่อการเพิ่มจำนวนประชากรของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินมากขึ้น เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินมีการใช้สารอินทรีย์คาร์บอน เป็นแหล่งพลังงาน ปริมาณจุลินทรีย์ในดินที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเชื้อโรคบางชนิดในดินลดลง ได้แก่ Rhizoctonia solani , Macrophomena phaseolian,  Sclerotium rlofsil,และ  Aspergillusflavus ซึ่งลดประมาณ 14%
          1.6 เพิ่มผลผลิตให้กับพืชเพาะปลูก การไถกลบตอซังและฟางข้าวลงดินต่อกันในระยะยาวมีผลต่อการเพิ่มศักยภาพของดิน จะเพิ่มผลผลิตของพืชที่เพาะปลูกและในนาข้าวการไถกลบตอซังและฟางข้าวจะแสดงผลชัดเจนในปีที่สองของฤดูกาลทำนา โดยจะทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นประมาณ 10%
          1.7 ช่วยในการลดระดับความเค็มของดิน การไถกลบตอซังและฟางข้าวลงดินติดต่อกันในระยะยาวจะช่วยลดความเป็นพิษจากดินเค็มลงได้

2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น โค กระบือ โดยอาจจะนำฟางข้าวสด ๆ ให้สัตว์กิน โดยฟางข้าวจะมีโปรตีนประมาณ  3 - 5 % เยื่อใย 25 - 35 % ซึ่งถือว่าเป็นอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพต่ำและย่อยได้ต่ำถ้าหากต้องการเพิ่มคุณค่าทางอาหารและประสิทธิภาพในการย่อยได้ของสัตว์ แนะนำให้ทำการหมัก    และปรุงแต่งโดยเติมปุ๋ยยูเรีย โดยหมักประมาณ 21 วัน เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารให้สูงขึ้น โดยเฉพาะโปรตีน จะเพิ่มขึ้นประมาณ 4%
3. ใช้ทำเป็นปุ๋ยคอก โดยนำฟางข้าวไปรองคอกสัตว์ เพื่อให้สัตว์นอนทับและเหยียบย่ำ จากนั้นสัตว์จะถ่ายมูลลงบนฟางข้าว เมื่อนานเข้าฟางข้าวจะสลายตัวรวมกับมูลสัตว์ จนกลายเป็นปุ๋ยคอก
4. นำไปทำปุ๋ยหมัก โดยใช้ฟางข้าวไปทำเป็นปุ๋ยหมัก ร่วมกับมูลสัตว์ต่าง ๆ จะกลายเป็นปุ๋ยหมักอย่างดี    เมื่อนำปุ๋ยหมักนี้ไปใช้ 3 ปี ติดต่อกัน ดินจะเริ่มปลดปล่อยอาหารที่เป็นประโยชน์แก่พืช รวมทั้งปรับปรุง
   คุณสมบัติทางกายภาพของดิน ทำให้ศัตรูพืชดูดอาหารได้มากขึ้น
5. ใช้ฟางข้าวคลุมดินในการปลูกพืช เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน ทำให้เมล็ดพืชงอกเร็วขึ้นและแข็งแรง
6. ใช้ตอซังและฟางข้าวเป็นวัสดุสำหรับเพาะเห็ดฟาง

7. ใช้ในการก่อสร้าง โดยนำฟางข้าวมาผลิตแผ่นฟางซีเมนต์หรือให้ทำวัสดุมุงหลังคา

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บทบาทของโปรตีน อะมิโน R&D 2551

บทบาทของโปรตีน อะมิโน R&D 2551 ในการลดต้นทุน/เพิ่มผลผลิต             ต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยมีการใช้ “หัวเชื้อจุลินทรีย์”ในการเกษตรมากขึ้น  เพราะเชื่อว่ามันเป็นกลไกสำคัญในการปรับปรุงบำรุงดินดีขึ้นลดการใช้ปุ๋ยเคมี             แต่หัวเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดยังไม่ได้รับการตรวจสอบและรับรองคุณภาพหรือได้ใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายจากกรมวิชาการเกษตร             ด้วยเหตุนี้ อาจารย์กร  สุขเกษม  วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน ได้คิดค้นและวิจัยโดยสกัดหน่วยเล็กสุดของโปรตีนจากผลิตภัณฑ์ผึ้งในรูปแบบของ “พอลิเปปไทด์พับซ้อนอัดแน่น”ซึ่งมีโมแลกุลที่มีพลังประจุไฟฟ้าหลายกลุ่มมีความสำคัญที่สุดต่อเซลล์สิ่งมีชีวิตและมีคุณสมบัติการทำละลายทางกายภาพ     และ ฟิสิกส์ของแร่ธาตุในดินและน้ำ             เป็นเวลากว่า 4 ปีในการวิจัยและทดสอบหัวเชื้อจุลินทรีย์โปรตีนอะมิโนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่าง ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา เป็นต้น นายพิเชษฐ  ไชยพาณิชย์ ผ.อ ยืนยันว่าให้ผลผลิตยางมากที่สุดนอกจากนี้สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ม.เกษตรฯบางเขนได้ทดสอบแล้วพบว่ามีโปรตีน 13.33% ของน้ำหนักและจุลินทรีย์อะมิโนโปรตีน…

วิธีแก้ราสนิมของแก้วมังกรด้วย PARD2551 ได้ผลจากการใช้จริงในพื้นที่ทุกภาคมา 2-3 ปี

โรคเชื้อราสนิม ที่เกิดกับแก้วมังกร
           มีลักษณะคล้ายกับ โรคในมะนาว เป็นโรคที่แก้ไม่หายด้วยสารเคมี จากการพยายามมานานของเกษตรกรและมีราคาแพง จึงทำให้เป็นปัญหาต่อการผลิตแก้วมังกรในประเทศ ซึ่งมีความต้องการของตลาดสุขภาพสูงและขายได้ราคาดีเป็นโอกาสที่เกษตรจะสร้างรายได้ในครัวเรือนได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง           โรคนี้เรียกว่า โรคลำต้นจุดสีน้ำตาล เชื้อสาเหตุโรคเกิดจากเชื้อรา Dothiorella sp.พบว่าระบาดหลายระดับทั่วทุกภาคของประเทศประเทศ
อาการของโรค
          ลักษณะอาการจะพบในบริเวณกิ่งอ่อนและผลอ่อนเป็นจุดสีเหลือง จากนั้นจะเกิดเป็นตุ่มจุดนูนเล็กสีน้ำตาลคล้ายสนิม และคล้ายแผลขนาดใหญ่คล้ายรอยปื้นไหม้ ถ้าเกิดที่ผลทำให้ผลเสียหายเป็นตำหนิ ทำให้ราคาและคุณภาพต่ำ
แนวทางการแก้ไข
          ลดการใช้ปุ๋ยเคมี คอก มากเกินไป ทำให้ต้นอ่อนแอต่อโรค โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย และปุ๋ยคอก หมักที่ไม่สมบูรณ์ใส่ให้น้อยที่สุดเท่าที่ต้นไม่ขาดธาตุอาหารก็เพียงพอ
          ใช้สารสูตรโปรตีนพิเศษเฉพาะ PARD ฉีดพ่นต้นทุก 7-15 วัน และให้ฉีดลงดินด้วยเปลี่ยนรูปแหล่งหลบซ่อนของเชื้อที่อาศัยในดิน ถ้ายังไม่หายมากเป็นที่น่าพอใจก็เพิ่มเวลา…

สวนทุเรียนน้องใหม่อายุ1ปี4เดือนที่สุราษฎร์เกิดใบเหลืองร่วง

ผลไม้ที่คนต่างประเทศแย่งคนไทยบริโภคยุคนี้จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้นั่นคือผลทุเรียน โดยเฉพาะชาวจีนเข้ามาทำเป็นธุรกิจถึงถิ่น
ปลูกกันเลย ยังมีชาวฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป ฯรู้จักรับประทานเพราะชื่นชอบรสชาติกันอย่างดี ด้วยเหตุนี้เกษตรกรผู้ปลูกสวนยางพารา
ที่ราคาตกต่ำหันมาปลูกทุเรียนกันมากขึ้นทุกวัน แต่การสร้างสวนใหม่นั้นก็พบปัญหานานาประการ การทำเกษตรนั้นส่วนมากในบ้าน
เราส่วนใหญ่เกษตรกรทำกันไปโดยประมาณไม่แน่นอน บอกต่อกันแนะนำไปตามเขาว่ามาจึงพบปัญหาใหม่ๆเข้ามาให้แก้ไขกันอยู่
เสมอก็เป็นอย่างนี้แหละ แต่บางคนที่จริงจังในการทำนั้นไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยหาวิธีการใหม่ๆมาทดลองแต่ก็ไม่พ้นปัญหาอยู่ดี มีคนบอก
ใช้สารเคมีดินเสียจึงไปเอาขี้วัวมาใส่ต้นละกระสอบ ผลการใช้ทำให้ใบร่วงเหลืองทั้งสวนนี่แหละครับ บันทึกผู้สอบถามแต่ละวันเก็บ
ปัญหาที่แตกต่างกันออกไปไว้แต่ช่วยแนะนำไปแล้วให้ใส่ทีละเล็กละน้อยก็ดีขึ้น