ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เก็บข้อมูลภูมิปัญญาที่มีงานเขียนผมอยู่ในนั้นด้วย ของชาคริต

ภูมิปัญญาพื้นบ้าน  


  1. ป้องกันมอดข้าวสาร           

       ข้าวสารที่เก็บในถังหรือในกระสอบเป็นเวลานานๆ อาจจะมีมอดและหนอนชักใยอยู่ในข้าวสาร  ให้เอาผลมะนาวหรือมะกรูดอ่อน  เริ่มมีน้ำเล็กน้อย 1-2 ผล  คลุกรวมกับข้าวสารที่ก้นถัง  กลิ่นมะกรูดจะระเหยขึ้นมาทำให้มอดหนีไป

    2. ป้องกันมะม่วงผลเน่า

       มะม่วงประเภทกินสุกช่วงที่เก็บลงมาจากต้นยังเป็นผลดิบนั้นอาจไม่มีลักษณะ หรืออาการผลเน่าหรือผลจุดแต่อย่างใด  ผิวดูเขียวสดสวย  แต่เมื่อมะม่วงผลนั้นเริ่มสุกจนกระทั่งถึงสุกงอม  ปรากฏว่าผิวเริ่มมีลักษณะอาการเป็นจุดสีน้ำตาลไหม้แล้วค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นจน ทั่วทั้งผล จากผิวภายนอกเป็นจุดแล้วกินลึกเข้าไปเนื้อจนรับประทานไม่ได้ นั้น  อาการนี้เกิดจากเชื้อแอนแทร็คโนส ซึ่งเชื้อเกาะอยู่บนผิวมะม่วงตั้งแต่ยัง เป็นผลดิบ แต่ตอนที่ผลมะม่วงยังดิบอยู่นั้นเชื้อนี้จะไม่เจริญหรือขยาย พันธุ์   เมื่อมะม่วงเริ่มสุก เนื้อมะม่วงมีรสหวานกลายเป็นอาหารของเชื้อ  เชื้อจึงเจริญขยายพันธุ์ได้....แก้ไขโดยเมื่อเก็บมะม่วงลงมาจากต้นใหม่ๆ  หลังจารกจัดการเรื่องยางไหลเรียบร้อยแล้วให้นำผลมะม่วงลง  แช่-ล้าง  ใน  "น้ำ 20 ล.+ เหง้าว่านน้ำ 250 กรัม"  จากนั้นนำขึ้นผึ่งลมให้ผลแห้ง  เสร็จแล้วจึงนำไปบ่มตามปกติ  สารออกฤทธิ์ในว่านน้ำจะช่วยกำจัดเชื้อที่เกาะอยู่ตามผิวมะม่วง  เมื่อมะม่วงสุกก็จะไม่เกิดอาการผิวจุดหรือผลเน่า  แม้มะม่วงผลนั้นจะสุกงอมจนผิวเหี่ยวย่นก็ตาม     

   3. สมุนไพรกำจัดเพลี้ยอ่อน              

       ใช้น้ำแช่ผลมะกรูดแก่สดที่ยังไม่ได้กลั่นหรือกลั่นแล้วก็ได้ 1 ส่วน  ใส่พริกสดเผ็ดจัดบดละเอียด 1 ส่วน น้ำเปล่า 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันดี ได้  “หัวเชื้อเข้มข้น”  พร้อมใช้งาน.....ใช้หัวเชื้อ 20-30 ซีซี./น้ำ 20 ล.  ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มช่วงเย็นอากาศไม่ร้อน  ทุก 2-3 วัน  นอกจากช่วยกำจัดเพลี้ยอ่อนได้แล้วยังกำจัดหนอนแก้ว  หนอนชอนใบได้อีกด้วย            
      (ศรีไพร อินทร์ทองหลาง 70 หมู่ 3 ต.ชัยนารายณ์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี)

   4. หางไหลฆ่าปลา            

       ก่อนลงมือปล่อยปลาเลี้ยงลงบ่อ ถ้ามีปลาชนิดอื่นตกค้างอยู่ในบ่อ  ปลาที่ตกค้างนี้อาจทำอันตรายแก่ปลาเลี้ยงได้  จึงควรกำจัดปลาที่หลงเลือกนั้นเสียก่อน  โดย  การใช้  รากหางไหลสดแก่จัด บุบพอแหลก 1 กก. แช่น้ำ 20 ล. ขยำให้ยางหางไหลออกมามาก  จนน้ำเป็นสีขาวขุ่นเหมือนน้ำซาวข้าว  นำน้ำละลายหางไหลสาดลงบ่อ  ขนาด 1 ไร่  ระดับน้ำลึก 1 ฝ่ามือ  ให้ทั่วทั้งบ่อ  ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที  บรรดาปลาทั้งหลายที่หลงเหลืออยู่ในบ่อ  ทั้งที่อยู่ในน้ำและมุดดินก้นบ่อ  จะมีอาการทุรนทุรายเนื่องจากหายใจไม่ออกแล้วตายในที่สุด  อาจทำซ้ำ 2 รอบ  ห่างกันรอบละ 2-3 วัน  เพื่อความแน่ใจ  เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปลาเก่าหลงเหลืออยู่แล้ว  ให้ปล่อยสะอาดน้ำเข้าบ่อพร้อมกับสูบน้ำเจือจางสารออกฤทธิ์จากหางไหลใน บ่อออกออก (น้ำดีไล่น้ำเสีย)  เรียบร้อยแล้วจึงปล่อยน้ำลงบ่อก่อนปล่อยปลาต่อไปตามปกติ               

   5. สมุนไพรกำจัดไรไก่             

         ใช้ “ยาฉุน ½ กก.+ น้ำคั้นหางไหลขาว ½ ล.+ สบู่เหลว 20 ซีซี.”  ผสมน้ำเปล่า 40 ล.  สีน้ำจะเป็นสีน้ำตาลไหม้  ใส่ในกะละมังซักผ้า  นำไก่ทั้งตัวลงอาบน้ำในกะละมัง  ใช้มือขยำตามซอกขนเบาๆเพื่อให้น้ำยาผ่านซอกขนลงถึงผิวหนังกระจายทั่วตัว  สารออกฤทธิ์จากยาฉุนหับหางไหลขาว  จะช่วยกำจัดไรในตัวไก่ได้  ควรทำซ้ำ 2-3 รอบ  ห่างกับรอบละ 3-5 วัน  และต้องทำกับไก่ทุกตัวในเล้าเดียวกัน             
         แนะนำให้ทำช่วงกลางวัน  แดดจัด  กลางแจ้ง  หลังจากไก่อาบน้ำแล้วให้ปล่อยอยู่กลางแจ้งเพื่อเรียกความอบอุ่นแก่ร่าง กายกลับมาโดยเร็ว  มิฉะนั้นไก่อาจจะเป็นหวัดได้  ทั้งนี้ไก่เป็นสัตว์ไม่ต้องการอาบน้ำ
         สูตรเดียวกันนี้สามารถใช้กำจัดหมัดสุนัข. หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆได้  นอกจากนี้ยังใช้เป็นสารสกัดสมุนไพรกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น หมัดกระโดด. หนอนหนังเหนียว. หนอนกระทู้. เพลี้ยต่างๆ ได้อีกด้วย

    6.สัญชาติญาณสืบเผ่าพันธุ์ของพืช :

       คุณลักษณะของสิ่งมีชีวิตประการหนึ่งคือ การสืบพันธุ์ เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ให้อยู่ในโลกได้ต่อไปและตลอดไป...การสืบพันธุ์ของพืชโดย การผสมด้วยเกสรตัวผู้กับเกสรตัวเมียสารพันธุ์เดี่ยวกันในดอกเดียวกันหรือ ต่างดอกแต่ในต้นเดียว หรือต่างดอกต่างต้นกัน เปรียบเสมือนผสมพันธุ์สัตว์แบบสายเลือดชิด...กรณีของพืชนั้น เมล็ดที่เกิดในผลที่ได้เมื่อนำไปขยายพันธุ์ย่อมได้ต้นพันธุ์ใหม่ดีระดับ หนึ่งหรือด้วยกว่าเดิมเรียกว่า "สายพันธุ์ด้อย" แนวทางแก้ไขคือ เปิดโอกาสให้พืชกลุ่มเดียวกันต่างสายพันธุ์กันผสมกัน เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ผสมกับมะม่วงเขียวเสวย หรือทุเรียนก้านยาวผสมกับทุเรียน  ชะนีเป็นต้น ทั้งนี้ผลที่เกิดมาจะเป็นสายพันธุ์ตามต้นของเกสรตัวเมียเสมอ  ในแปลงมะม่วง เป้าหมาย  คือ   เขียวเสวย ให้ปลูกมะม่วงสายพันธุ์อื่นเช่น น้ำดอกไม้ อกร่อง ฟ้าลั่น ฯลฯ แซม/แทรกกระจายทั่วแปลงเขียวเสวย แล้วบำรุงหรือบังคับให้ทุกสายพันธุ์ออกดอกพร้อม ๆ กัน ในแปลงทุเรียนเป้าหมายคือ หมอนทอง ให้ปลูกทุเรียนสายพันธุ์อื่นเช่น ก้านยาว ชะนี พวงมณี ฯลฯ แซม/แทรกให้กระจายทั่วแปลงหมอนทอง แล้วบำรุงหรือบังคับให้ทุกสายพันธุ์ออกดอกพร้อม ๆ กัน

    7. กำจัดมด :

       พื้นที่ว่างเปล่า เปิดหน้าดินให้แดดส่องถึงแล้วใช้ "น้ำมันก๊าด + น้ำเปล่า" อัตราส่วน 1:1 ราดให้เปียกชุ่ม 2-3 รอบ ห่างกันรอบละ 3-4 วัน นอกจากความร้อนจากน้ำมันก๊าดแล้วกลิ่นของน้ำมันก๊าดยังทำให้มดตายและหนีไป อีกด้วย...พื้นที่แปลงปลูกพืช เปิดหน้าดินให้แดดส่องแล้วใช้   "การบูร + ยาฉุน"  อัตราส่วน 1:1 หรือ   "น้ำหน่อไม้ดอง + น้ำเปล่า"   1:1  ราดให้เปียกชุ่ม 2-3 รอบ ห่างกันรอบละ 3-4 วัน  กลิ่นและสารออกฤทธิ์ในยาฉุนหรือหน่อไม้ดองจะทำให้มดตายหรือหนีไป โดยไม่เป็นอันตรายต่อพืชประธาน

    8.โซดาแก้เฝือใบ :

       พืชสวนครัวกินผลพุ่มเตี้ยอายุปีเดียวหรือข้ามปี เช่น มะเขือ พริก เป็นต้น เป็นพืชที่ออกดอกติดผลได้เองภายใต้สภาพ ซี/เอ็น เรโช (เกิดจากอินทรีย์วัตถุ) ในสภาพที่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผล หากซี/เอ็น เรโช เหมาะสมต่อการแตกยอดและใบก็จะทำให้มะเขือหรือพริกต้นนั้นมีแต่ใบหรือเรียก ว่าเฝือใบนั่นเอง กรณีนี้แก้ไขโดยการใช้  "โซดาเปิดขวดใหม่ 250-500 ซีซี + น้ำ 100 ลิตร " ฉีดพ่นทางใบให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้น  ช่วงเช้าแดดจัด 2-3 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7วัน จะทำให้มะเขือหรือพริกหยุดแตกยอดใหม่ ใบอ่อนเดิมที่มีจะกลายเป็นใบแก่ จากนั้นไม่นานก็จะออกดอกติดผลและออกเรื่อย ๆ ไปจนต้นโทรม..........ในโซดามคาร์บอน เมื่อให้แก่ต้นพริกหรือมะเขือที่เฝือใบก็เท่ากับเพิ่มปริมาณ ซี ใน ซี/เอ็น เรโช นั่นเอง นอกจากนี้หากมีการเสริมฮอร์โมนไข่ และธาตุรอง/เสริม ร่วมเข้าไปด้วยก็จะทำให้อัตรา ซี/เอ็น เรโช  เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลมากยิ่งขึ้น

    9.เปิดตาดอกแก้วมังกร :

       แก้วมังกรก็เหมือนไม้ผลยืนต้นอื่นๆ ที่ต้นสมบูรณ์อั้นตาดอกดีแล้ว  ให้เปิดตาดอกด้วย โปแตสเซียมไนเตรท หรือไธโอยูเรีย หรือ 0-52-34 หรือ ฮอร์โมนไข่ หรือสาหร่ายทะเล อย่างใดอย่างหนึ่งหรือสองอย่างรวมกันตามความเหมาะสม ปัจจุบันมีชาวสวนแก้วมังกรตั้งข้อสังเกตุว่า "ไธโอยูเรีย" ก็คือ "ยูเรีย" ตัวหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไธโอยูเรียสามารถเปิดตาดอกแก้วมังกรได้ จึงตัดสินใจใช้ยูเรีย หรือ 46-0-0 เปิดตาดอกแก้วมังกรแทน ปรากฎว่าในแก้วมังกรต้นที่อั้นตาดอกเต็มที่แล้วออกดอกได้ไม่ต่างจากใช้ไธโอ ยูเรีย แต่ในต้นที่อั้นตาดอกไม่ดีกลับแตกเป็นใบหรือกิ่งอ่อนแทน

   10.เสียบยอดมังคุดบนตอมะพูด :

      ต้น มังคุดที่ขยายพันธุ์จากกิ่ง ตอนมัก มีระบบรากไม่สมบูรณ์และมีจำนวนน้อย  ทำให้โตช้า  เมื่อต้นโตขึ้นให้ผลผลิตได้แล้วยังให้ผลผลิตน้อยและคุณภาพไม่ดีอีกด้วย  ต่างจากมังคุดที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ดซึ่งมีรากแก้ว  ระบบรากจะสมบูรณ์ แข็งแรง  แต่จะให้ผลผลิตช้า.........กรณีนี้แก้ไขโดยปลูกต้น  "มะพูด"  ลงไปก่อนเมื่อมะพูดยืนต้นได้ดีแล้วจึงเปลี่ยนยอดมะพูดเป็นยอดมังคุดก็จะช่วย ให้มังคุดต้นนั้นมีระบบรากดี  ต้นจะเจริญเติบโตเร็วสมบูรณ์แข็งแรงและให้ผลผลิตดี     

    11.กุหลาบพันธุ์ดี ระบบรากไม่ดี :

        กุหลาบพันธุ์ดีที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนหรือชำกิ่ง  เมื่อโตขึ้นระบบรากมักไม่ดี  ไม่สมบูรณ์  ไม่แข็งแรง  ให้ดอกน้อย  และอายุต้นสั้นเพียง 2-3 ปี  กรณีนี้แก้ไขโดย  ปลูกต้นตอกุหลาบป่า (ตอน หรือเพาะเมล็ด) ลงไปก่อน  เมื่อต้นตอกุหลาบป่ายืนต้นได้ดีแล้วให้ติดตาหรือเสียบยอดด้วยกุหลาบพันธุ์ดี ที่ต้องการ  ด้วยวิธีติดตาหรือเสียบยอดตามปกติ  กุหลาบพันธุ์ดีบนตอกุหลาบป่าจะมีอายุยืนนานหลายๆสิบปี  ให้ดอกดก  และคุณภาพดี
    

    12.ยืดอายุกล้วยดิบ :

        ผลกล้วยแก่จัดเมื่อตัดเครือลงมาจากต้นแล้วจะเริ่มกระบวนการสุกตามธรรมชาติ ทันที  หากยังไม่ต้องการให้กล้วยสุกหรือยังคงเป็นกล้วยดิบอยู่อย่างนั้นให้นำผล กล้วยดิบที่ตัดเครือลงมาจากต้นใหม่ๆ  ตัดแยกเป็นหวีๆ หรือทั้งเครือ ล้างน้ำทำความสะอาด  ผึ่งลมให้แห้ง  แล้วหมกในข้าวสารในโอ่งจนมิดเครือ  ระหว่างที่ผลกล้วยถูกกลบด้วยข้าวสารนั้นจะไม่สุก หรือยังคงเขียวอยู่อย่าง นั้นได้นานนับเดือน จนเมื่อนำขึ้นจากข้าวสารแล้วบ่ม ผลกล้วยก็จะสุกตามปกติ
   

    13.ยืดอายุกล้วยสุก :

         กล้วยสุกที่รับประทานไม่ทัน  หรือต้องการยืดอายุการเก็บให้นานขึ้น  แนะนำให้นำผลกล้วยที่สุกพอดีๆแล้วตัดเป็นหวีๆ ลงแช่ในน้ำเดือดนาน 2-3 นาที  แล้วนำขึ้นผึ่งลมให้แห้ง  จากนั้นนำมาเก็บ (แขวนหรือวางตามปกติ) ผลกล้วยจะหยุดสุกต่อนาน15-20 วัน  จากนั้นจึงจะสุกหรือสุกงอม  

     14.ปลูกกล้วยหอมให้โตเร็ว :

         กล้วยหอมชอบดินร่วนปนทราย  มีอินทรีย์วัตถุ (ยิบซั่ม  กระดูกป่น  มูลวัว+มูลไก่) มากๆ  ชอบดินชื้น  น้ำไม่ขังค้างหรือไม่แฉะ  การแยกหน่อจากต้นแม่   ต้องกระทำด้วยความประณีต  ขณะขนย้ายให้ได้รับความกระทบกระเทือนน้อยที่สุด  หน่อที่ขุดแยกออกมาให้มีดินเดิมบริเวณโคนต้นติดรากมามากๆ ยิ่งมากยิ่งดี เพราะรากกล้วยหอมจะเจริญเติบโตต่อจากรากเดิม  ถ้าจำเป็นต้องขนย้ายระยะทางไกลๆ หรือนานๆ  อาจพิจารณาให้มีวัสดุห่อหุ้มโคนที่มีดินกับรากด้วยจะดีมาก
         ขุดหลุมปลูกลึกให้มิดคอ (ลำต้นต่อกับเหง้า) 1-2 ฝ่ามือแล้วพูนดินโคนต้นสูงๆ  การย้ายหน่อลงปลูกในแปลงจริงช่วงปลายฝนต่อต้นหนาวในขณะที่ดินยังมีความชื้น พอดีๆ   และสม่ำเสมอจะช่วยให้ต้นโตเร็ว  กล้วยหอมก็เหมือนกล้วยอื่นๆ ที่ตอบสนองต่อน้ำหมักชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิงดีมาก

       

     15.ปุ๋ยเร่งดอกกล้วยไม้-กุหลาบ :

         ใช้  "ฉี่"  คนหรือสัตว์ใส่ถังไม่ใช่โลหะ  วางไว้กลางแจ้ง  ปิดฝาพอหลวม  ตากแดดทิ้งไว้นานข้ามเดือนเพื่อให้กากตกตะกอนและกลิ่นไม่พึงประสงค์หายไปจน ไม่มีกลิ่น ได้ "หัวเชื้อเข้มข้น"  พร้อมใช้งาน....ใช้ "หัวเชื้อเข้มข้น 20-30 ซีซี.+ น้ำ 20 ล.+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 5-10 กรัม  ฉีดพ่นกล้วยไม้ กุหลาบ ให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบ  ช่วงเช้า ทุก 5-7 วัน จะช่วยให้ออกดอกดี

     16.ฮอร์โมนไส้เดือน :

         สูตร 1
         ใช้วัสดุส่วนผสม   เศษพืชแห้งหรือสดสับเล็ก 10 กก.  มูลไก่แห้ง 2 กก.  รำละเอียด 1 กก.คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี  เตรียมถังเจาะรูติดก๊อกที่ก้นถัง ใส่วัสดุส่วนผสมที่เตรียมไว้ลงไปในถังให้มีความหนาไม่น้อยกว่า 6-10 นิ้ว แล้วพรมวัสดุส่วนผสมด้วย น้ำซาวข้าว 1 ล. น้ำมะพร้าว 250 ซีซี.  กากน้ำตาล 50 ซีซี.ให้ได้ความชื้น 80-100 % อัดวัสดุส่วนผสมให้แน่นพอประมาณปิดฝาสนิทไม่ให้แสงส่องถึง  อากาศผ่านได้เล็กน้อย หมักทิ้งไว้ในร่ม 5-7 วัน   เพื่อให้เวลาจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุส่วนผสมก่อน จากนั้นให้ใส่ไส้เดือนลง ไป   (ไส้เดือนมากตัวและหลายสายพันธุ์ดีกว่าน้อยตัวและสายพันธุ์เดียว)    เก็บถังไว้ในร่ม ทิ้งไว้ 10-15 วัน ให้เปิดก๊อกก้นถัง น้ำที่ไหลออกมาจากก๊อก คือ "ฮอร์โมนไส้เดือน" พร้อมใช้
       สูตร 2
       ใช้ไส้เดือนตัวโตๆ หลายๆตัว (ยิ่งมากยิ่งโตยิ่งดี) ใส่กะละมัง เติมน้ำพอท่วมครึ่งตัวไส้เดือน ทิ้งไว้ค้างคืนให้ไส้เดือนคาย เมือกออกมาน้ำเมือกที่ออกมา คือ "ฮอร์โมนไส้เดือน" พร้อมใช้งาน
       อัตราใช้และพืชเป้าหมาย :
       ฮอร์โมน 20 ซีซี./น้ำ 20 ล. ฉีดพ่นทางใบให้แก่พืชระยะกล้า หรือพืชกินใบ/กินยอด  ช่วงเย็นอากาศไม่ร้อน  จะช่วยบำรุงให้แตกยอดใหม่ดี  ใบเก่าจะหนาเขียวเข้ม  

    17.สับปะรดไร้สารไนเตรท :     

       ระยะที่หัวสับปะรดโตขนาดเท่ากระป๋องนม การแกะจุก (เด็ดหรือแคะยอด 3-4ใบ)ที่ยอดออกทิ้งจะช่วยให้ได้หัวขนาดใหญ่  ทั้งนี้เป็นเพราะไนโตรเจนไม่ต้องไปเลี้ยงยอดหรือใบทียอดจุก แต่จะส่งไปเลี้ยงผลแทนจนทำให้ผลมีขนาดใหญ่ขึ้นและใหญ่กว่าหัวที่ไม่ได้แคะ จุกกรณีนี้ทำให้ในเนื้อสับปะรดมีไนโตรเจนมากด้วยหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วนำไป ทำสับปะรดกระป๋องจะเกิดไนเตรท จนผิว
กระป๋องดำ ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
       แนวทางแก้ไข คือ ระยะบำรุงผล ให้ลดไนโตรเจนในปุ๋ย แล้วให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนน้อย เช่น  1:1:7แทน ควบคู่กับการให้ฮอร์โมนสมส่วน (น้ำคั้นไชเท้า+น้ำคั้นเมล็ดงอก+น้ำมะพร้าว+ธาตุรอง/ธาตุเสริม + กลูโคส)สลับครั้งกับการให้ปุ๋ยทางใบ  จนถึงเก็บเกี่ยว  นอกจากขนาดผลสับปะรดจะใหญ่ขึ้นแล้ว ในหัวยังไม่สะสมไนเตรทอีกด้วย   (สับปะรดสะสมสารไนเตรทไว้ที่แกนกลางหัว).....หรือ ช่วงผลขนาดเท่ากระป๋องนม  แกะจุกแล้วบำรุงด้วย  "ฮิวมิค แอซิด + ปุ๋ยทางราก"  ละลายน้ำให้ทางดินเดือนละ 1 ครั้ง พร้อมกับให้ทางใบด้วย "น้ำ 100 ล.+ ฮิวมิค แอซิด 100กรัม + กลูโคส 100-200 ซีซี." ฉีดพ่านทางใบให้เปียกโชกลงดินเป็นการให้น้ำไปในตัว เดือนละ 1 ครั้ง  จนถึงเก็บเกี่ยวก็ได้ผลเหมือนกัน

        

     18.จุลินทรีย์สับปะรด :

         เลือก สับปะรดสดใหม่แก่จัด (ตัดจากต้นใหม่ๆ)  ล้างทำความสะอาด  สับเล็กทั้งเนื้อและเปลือก 5 กก. + น้ำตาลทายแดง 1 กก. + ยิสต์ทำขนมปัง 100 กรัม ผสมคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี  บรรจุลงภาชนะทึบแสง (ลนไฟแอลกอฮอร์ฆ่าเชื้อแล้ว) ปิดฝาภาชนะด้วยสำลี เก็บในร่ม อุณหภูมิห้อง หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน (อุณหภูมิปกติ) หรือหมัก 10 วัน (อากาศเย็น) ก็จะได้  "หัวเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มบาซิลลัสและแอลกอฮอร์"  เข้มข้น พร้อมใช้งาน.......ใช้  "หัวเชื้อ 20-30 ซีซี. + น้ำ 20 ล."  ราดรดลงดินทุก 7-10 วัน จุลินทรีย์และแอลกอฮอร์จะช่วยกำจัดเชื้อราไฟธอปเทอร่า (โรครากเน่าโคนเน่า) ปรับสภาพโครงสร้างดินให้โปร่งร่วนซุยดี  และแก้ปัญหาค่า EC ในดิน 

     19.ปุ๋ยสูตรเร่งหวาน :

        ใช้  "เกลือสมุทร 1 แก้ว + มูลค้างคาว 1 กก. + ฟางขี้เห็ดฟางเปื่อยยุ่ยจนเกือบเป็นดิน 2 กก. + แป้งข้าวหมาก 1 ก้อน + น้ำตาลทรายแดง 1 แก้ว + ปูนขาว 1 แก้ว"    ผสมคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากันดี  ใส่ถุงพลาสติก  รัดปากถุงไม่ให้อากาศเข้าได้  ทิ้งไว้ 3-5 วัน  นำไปใส่โคนต้นไม้ผผล  อัตรา 1 กก./ต้น/3 เดือน  นอกจากจะช่วยให้ไม้ผลต้นนั้นออกดอกติดผลตลอดปีได้แล้วยังช่วยให้ได้คุณภาพ กลิ่นรสดีอีกด้วย  หรือหากใส่ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 10-15 วัน ก็จะช่วยให้ผลกลิ่นดี รสหวานจัด
        (บุญลือ  สุขเกษม / นิตยสารไม่ลองไม่รู้)
    

      20.ฮอร์โมนบำรุงดอก :

         ใช้  "ใบผักหวานบ้านสดใหม่แก่จัด 3 กก. + ร็อคฟอสเฟต 1 กก. + น้ำมันรำ 1 ช้อน + น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ผล + โยเกิร์ต 150 กรัม + น้ำตาลทรายแดง 1 กก. + น้ำคลองสะอาด 5 ล."  สับละเอียดใบผักหวานแล้วผสมคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี  ใส่ภาชนะปิดฝาพอหลวม  เก็บในอุณหภูมิห้อง  หมักนาน 3 อาทิตย์  กรองแล้วยคั้นเอาแต่น้ำได้  "หัวเชื้อเข้มข้น"  พร้อมใช้งาน......ใช้  "หัวเชื้อ 20-30 ซีซี./น้ำ 20 ล."ฉีดพ่นทางใบให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้นดินโคนต้น  ทุก 7-10 วัน  จะช่วยบำรุงดอกให้สมบูรณ์  พร้อมที่จะผสมติดเป็นผล  ซึ่งจะส่งผลให้มีผลดกขึ้น......ประสิทธิภาพดีมากในผักกินผล อายุสั้นฤดูกาลเดียว
         (บุญลือ  สุขเกษม / นิตยสารไม่ลองไม่รู้)  

       

      21.ปรับ ซี/เอ็น เรโช :

         จากหลักการที่ว่า  จะเปิดตาดอกในไม้ผลยืนต้นให้ประสบความสำเร็จได้นั้นไม้ผลต้นนั้นจะต้องได้ รับการบำรุงทั้งสารอาหารกลุ่ม ซี. (กลุ่มสร้างดอก-ผล) และสารอาหารกลุ่ม เอ็น. (กลุ่มสร้างใบ-ต้น)  ทั้งสองกลุ่มเท่าๆ กันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อน  ทั้งนี้สังเกตได้จากสภาพความสมบูรณ์ของต้น
         ไม้ผลต้นที่สะสมสารอาหารทั้งกลุ่ม ซี. และกลุ่ม เอ็น. ไว้ในอัตราส่วน ซี. เท่ากับ เอ็น.  เมื่อเปิดตาดอกจะออกทั้งดอกและใบ หรือมีดอกแซมใบ
         ไม้ผลต้นที่สะสมสารอาหารทั้งกลุ่ม ซี. และกลุ่ม เอ็น. ไว้ในอัตราส่วน ซี. มากกว่า เอ็น.  เมื่อเปิดตาดอกจะออกดอก  ไม่มีใบ
         ไม้ผลต้นที่สะสมสารอาหารทั้งกลุ่ม ซี. และกลุ่ม เอ็น. ไว้ในอัตราส่วน ซี. น้อยกว่า เอ็น.  เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นใบ  ไม่มีดอก
          ดังนั้น  เพื่อความมั่นใจก่อนลงมือเปิดตาดอก  หรือเมื่อให้ปุ๋ยสูตรเปิดตาดอกแล้ว  ไม้ผลต้นนั้นจะต้องออกดอก  จึงต้องมีวิธีการจัดการเพื่อปรับอัตราส่วนระหว่าง ซี. กับ เอ็น. อย่างถูกต้อง  นั่นคือ  ปรับเพิ่ม ซี. และปรับลดเอ็น....โดยการปฏิบัติดังนี้
        - เปิดหน้าดินโคนต้นจนถึงพื้นให้แสงแดดส่องทั่วบริเวณทรงพุ่ม
        - ใส่ปุ๋ยทางราก 8-24-24 อัตรา 2 กก./ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม. โดยละลายน้ำราดรดบริเวณชายพุ่มพอหน้าดินชื้น  จากนั้นงดให้น้ำเด็ดขาด
        - ให้ปุ๋ยทางใบสูตร  "0-42-56 (400-500 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม (100 ซีซี.) + น้ำ 100 ล."  สลับครั้งกับ  "นมสด 100-200 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 300-500 ซีซี. + น้ำ 100 ล."  (นมสด ซี/เอ็น เรโช  เท่ากับ 39 : 1)แต่ละครั้งห่างกัน 3-5 วัน  ฉีดพ่นพอเปียกใบ ไม่ควรให้ลงถึงพื้นโคนต้นเพราะจะกลายเป็นการให้น้ำ  ช่วงเช้าแดดจัด
        - รมควันโคนต้นช่วงหลังค่ำระหว่างเวลา 19.00-20.00 ครั้งละ 10-15 นาที รวม 2-3 ครั้ง  ห่างกันครั้งละ 2-3 วัน
          ลักษณะอาการของต้นไม้ผลที่แสดงว่าการปรับเพิ่ม ซี. และปรับลด เอ็น. ได้ผลก็คือใบยอดคู่สุดท้ายที่ปลายกิ่งแก่จัดเขียวเข้ม ใบแก่โคนกิ่งเส้นใบ หนานูน เนื้อใบหนาส่องแดดไม่ทะลุ  หูใบอวบอ้วน ข้อระหว่างใบสั้น กิ่งเปราะ....ด้วยมาตรการงดน้ำเด็ดขาดนี้จะให้ต้นเกิด อาการใบสลด  ให้สังเกตุอาการใบสลด  ถ้าใบเริ่มสลดเมื่อเวลาประมาณ 11.00-12.00 น. แล้วเริ่มชูตั้งตรงอย่างเดิมราว 16.00 น. ติดต่อกัน 3 วัน  ให้ลงมือเปิดตาดอกด้วยสูตจรเปิดตาดอก (ให้ทั้งทางใบและทางราก) ได้ทันที....แต่ถ้าใบสลดช่วงประมาณบ่ายโมงแล้วกลับชูตั้งตรงอย่างเดิมราว 16.00 น. ถือว่ายังไม่พร้อมจริง ให้งดน้ำควบคู่กับให้ทางใบต่อไป.....ปัญหางดน้ำไม่ได้ผลประการหนึ่ง คือ น้ำใต้ดินโคนต้น ซึ่งจะต้องหามาตรการป้องกันหรือควบคุมให้ได้ 
        

    22.กดใบอ่อนสู้ฝน :

       ธรรมชาติของพืชทุกชนิดมักแตกใบอ่อนหลังได้รับน้ำฝนเสมอ  พืชทั่วไปอาจจะไม่มีปัญหาหรือถือว่าดี  แต่กรณีไม้ผลยืนต้นที่ต้องการบังคับให้ออกผลนอกฤดูจะต้องไม่มีการแตกใบชุด ใหม่เด็ดขาดแม้จะได้รับน้ำฝนก็ตาม  การบำรุงต้นไม้ผลยืนต้นไม่ให้แตกใบอ่อนช่วงฝนชุกก็คือ  มาตรการเพิ่มสารอาหารกลุ่ม ซี.  ควบคู่กับงดสารอาหารกลุ่ม เอ็น.  โดยการปฏบัติดังนี้.....
     - เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องทั่วบริเวณทรงพุ่ม  พร้อมกับทำช่องระบายน้ำฝนออกจากโคนต้น  อย่าให้น้ำฝนขังค้างนาน และงดการให้น้ำเด็ดขาด
     - ใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 8-24-24 (1-2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.
     - ให้ปุ๋ยทางใบสูตร  "0-42-56  หรือ  0-21-74  หรือ 0-39-39 (สูตรใดสูตรหนึ่ง400-500 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100-200 กรัม + น้ำ 100 ล."  สลับครั้งกับ  "นมสด 100-200 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร 300-500 ซีซี." หรือ "ฮอร์โมนไข่สูตรไต้หวัน 500 ซีซี. + น้ำ 100 ล." (อย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือใช้ทั้งสองอย่างสลับครั้งกัน)  ทุก 3-5 วัน  ช่วงเช้าวันที่ไม่มีฝน
       ถ้ามีฝนตกตอนกลางวัน  หลังฝนหยุดใบแห้งให้ฉีดพ่นทันที  ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าหรือบ่าย   ถ้าช่วงเช้าฉีดพ่นไปแล้ว 1 รอบ  ครั้นถึงเที่ยงมีฝนตกลงมา  ก็ให้ฉีดพ่นซ้ำอีกครั้งหลังฝนหยุดใบแห้ง......กรณีนี้เท่ากับฉีดพ่น 2 ครั้งใน 1 วัน    ถ้าวันนี้ไม่มีฝน ฉีดพ่นไปแล้ว  ครั้นตกกลางคืนมีฝนตกลงมา  ให้ฉีดพ่นซ้ำในเช้าวันรุ่งขึ้นทันที.....กรณีนี้เท่ากับฉีดพ่นวันต่อวัน
       ปุ๋ยทางใบสูตรนี้เป็นสารอาหารกลุ่ม ซี.  ที่ไม่ทำให้ต้นแตกใบอ่อนได้ เมื่อให้หลายๆครั้ง หรือติดต่อกันนานนับเดือน  ไม้ผลต้นนั้นจะเกิดอาการอั้นตาดอก  เนื้อใบหนา  ใบและกิ่งกรอบ  ผิวใบกร้าน  ส่วนปลายสุดของใบไหม้  แต่ไม่เป็นปัญหาหรือไม่เป็นอันตรายใดๆต่อต้นตราบใดที่ยังมีฝนตกก็ขอให้บำรุง ทางใบด้วยสูตรนี้ไปเรื่อยๆจนกระทั่งหมดฝนและแน่ใจว่าจะไม่มีฝนตกอีกใน 15-20 วันข้างหน้า  ก็ให้ลงมือเปิดตาดอกด้วยสูตรเปิดตาดอกได้เลย

     23.โซดาปรับ  เพิ่ม ซี.- ลด เอ็น. :

       ตอน กลางวันพืชหายใจดูดคาร์บอนได อ๊อกไซด์เข้าสู่ต้นสำหรับใช้สังเคราะห์อาหาร แล้วคายอ๊อกซิเจนออกมา  ส่วนตอนกลางคืนพืชหายใจดูดออกซิเจนเข้าไปสำหรับใช้ปรุงอาหารที่สะสมไว้ ตั้งแต่ตอนกลางวันแล้วคายคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ออกมา
       ในน้ำโซดามีคาร์บอนไดอ๊อกไซด์   เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดอ๊อกไซด์แก่พืชเพื่อใช้ในในการสะสมอาหาร สำหรับการออกดอก  แนะนำให้ใช้    "น้ำ 100 ล. โซดาเปิดใหม่ยังไม่หมดฟอง 200-300 ซีซี. (เปิดนานไม่เกิน 2-3 นาที)  + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + สารอาหารอื่นๆตามความเหมาะสม" ฉีดพ่นในช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช. ที่สภาพอากาศปกติ หรือหลังฝนเมื่อใบแห้ง  นอกจากเพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดอ๊อกไซด์สำหรับสังเคราะห์อาหารได้ มากขึ้นแล้วยังช่วยป้องกันการแตกใบอ่อน (กดใบอ่อน) ได้อีกด้วย
      เพิ่มเติมเกี่ยวกับ "มะนาว" เมื่อ เปิดตาดอกจนติดผลเท่าหัวไม้ขีด ปรากฏว่ามะนาวที่เราเปิดตาดอกไปแล้วนั้นติดมากเป็นพิเศษทำให้การลำเลียงปุ๋ย โพแทสเซียมในดินไม่ทัน บวกกับบางพื้นที่อาจจะเจอปัญหาของสภาพอากาศปิด ฝนตกซ้ำติดต่อกันหลาย ๆ วัน ทำให้มะนาวดึงน้ำฝนและไนโตรเจนมากกว่าโพแทสเซียม เป็นสาเหตุให้มะนาวสลัดผลอ่อนทิ้งบางสวน หรืออาจจะสลัดหมด ต้องให้ปุ๋ยโพแทสเซียมซัลเฟต(0-0-50) หลังเก็บผลหมด หากดินมีค่าเป็นกรด-ด่างต่ำกว่า 5.8(การใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมซัลเฟต สิ่งที่เหลืออยู่จากปุ๋ยตัวนี้ก็คือกรดซัลเฟตมีผลทำให้ดินเป็นกรด จะทำให้ใบเหลืองสภาพต้นโทรม) ใช้"โดโลไมท์" เพื่อปรับสภาพดิน ให้มีค่าpH ระหว่าง 5.8-6.5 ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
       ข้อควรทราบ ระหว่างขบวนการทำมะนาวออกนอกฤดู ไม่ควรงดการให้น้ำ(เคยให้ 3วันครั้ง ก็ต้องให้ตามนั้น อย่างสม่ำเสมอ) ถ้ามะนาวขาดน้ำ  เมื่อฝนตกในน้ำฝนมีปุ๋ยไนโตรเจน ต้นมะนาวจะดึงน้ำและไนโตรเจนขึ้นไปมากกว่าปกติ  จะทำให้มะนาวสลัดทั้งดอกและผลอ่อนในทันที(ขนาดเล็กหรือเท่ากับหัวไม้ขีด) หากใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเยอะหรือมีปุ๋ยไนโตรเจนสะสมตกค้างในดินมากก็จำเป็นที่จะ ต้องเปิดตาดอกบ่อยครั้งมากขึ้น (วิธีการนี้เรียกว่า C/N เรโช) จำเป็นจะต้องให้คาร์บอนหรือคาร์โบไฮเดรทมากกว่าไนโตรเจนให้ได้มะนาวจึงจะออกดอก
  
    

    24.ไม้ผลแตกใบอ่อนไม่พร้อมกัน :

       การบำรุงต้นไม้ผลยืนต้นให้ออกดอกติด ผลในแต่ละรุ่นต้องเริ่มต้นจากขั้นตอนฟื้นฟูสภาพต้นเรียกความสนมบูรณ์ให้กลับ คืนมาหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตผลสุดท้ายหมดไปจากต้นด้วยการตัดแต่งกิ่ง  ตัดแต่งราก  แล้วลงมือบำรุงเพื่อเรียกใบอ่อนเสมอ....หลังจากให้ปุ๋ยทางรากด้วยสูตร   "25-7-7 (1-2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.+ ปุ๋ยอินทรีย์+ สารปรับปรุงบำรุงดิน + ฮอร์โมนบำรุงราก + จุลินทรีย์" ควบคู่กับการให้ปุ๋ยทางใบ    "46-0-0 หรือ 25-5-5 (สูตรใดสูตรหนึ่ง400 กรัม) +จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + น้ำ 100 ล."   ด้วยการฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้น  ช้วงเช้าแดดจัด  จากนั้น 5-10 วัน ให้ดูผล  ถ้าต้นมีอาการแตกใบอ่อนทุกจุดที่ควรแตกใบอ่อนหรือได้ใบอ่อนชุดใหม่มากจนเป็น ที่พอใจ ถือว่าประสบความสำเร็จแต่ถ้าหลายจุดที่ควรแตกใบอ่อนแต่กลับไม่แตกใบ อ่อน  หรือได้ใบอ่อนจำนวนน้อย ไม่น่าพอใจ  ทั้งๆที่ตัดแต่กิ่งตัดแต่งราก บำรุงทางรากอย่างถูกต้องแล้วนั้น  กรณีนี้ให้เรียกใบอ่อนซ้ำด้วยการฉีดพ่นทางใบสูตรเดิม (ให้เฉพาะทางใบ ไม่ต้องให้ทางราก)  หลังจากฉีดพ่นทางใบซ้ำรอบสองแล้วให้รอดูผลอีก 5-7 วัน  จุดที่ควรจะแตกใบอ่อนปรากฏมีใบอ่อนแตกออกมาเพิ่มก็ถือว่าประสบความสำเร็จ   แต่ถ้าจุดที่ควรจะแตกใบอ่อนแล้วไม่แตกทั้งๆที่ฉีดพ่นทางใบไปแล้ว 2 รอบ  ก็แสดงว่าสภาพความสมบูรณ์ต้นไม่พร้อม  คงต้องปล่อยเลยตามเลย  หรือได้เท่าไรก็เอาเท่านั้น.......การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อเรียกใบอ่อนนี้  อาจะต้องทำมากกว่า 3-4 รอบ  โดยถือผลรอบแรกเป็นตัวพิจารณา ซึ่งหากต้องการเพิ่มจำนวนรอบการฉีดพ่นทางใบ มากกว่า 14 รอบเป็น 2-3 รอบ  ให้ฉีดพ่นถี่ขึ้น  อาจจะเป็นเว้น 3-4วัน/ครั้งก็ได้

     25.สมุนไพรป้องกันรา :

         ใบพิกุลสดแก่ 3 กก.+ ขิงแก่ 3 กก.+ สาโท 1 ขวด + น้ำส้มสายชู 1 ขวด + เหล้าขาว 1 ขวด.......สับละเอียดใบพิกุล ผสมคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี หมัก ทิ้งไว้ 1 เดือน ได้ "หัวเชื้อเข้มข้น"  พร้อมใช้งาน.....ใช้ "หัวเชื้อ 20-30 ซีซี./น้ำ 20 ล."    ฉีดพ่นทางใบให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบ  ช่วงไม่มีแสงแดดหรือหลังค่ำ  ทุก 3-5 วัน  สามารถป้องกันและกำจัดราดำ  ราสนิม  ราแป้ง  ได้ดี......ราเหล่านี้มักระบาดมากช่วงสภาพอากาศน้ำค้างลงแรงหากได้ฉีดพ่น ช่วงเช้ามืดของคืนที่น้ำค้างแรง  โดยฉีดพ่นก่อนที่น้ำค้างจะแห้งคาต้น  หรือฉีดพ่นเพื่อชะล้างน้ำค้าง  จะได้ผลเหนือกว่าการฉีดพ่นตอนเย็นหรือค่ำ
        (บุญลือ  สุขเกษม / นิตยสารไม่ลองไม่รู้)
       

     26.สมุนไพร + ปุ๋ยกำจัดหอยเชอรี่ :

        ใช้ "สารสกัดสมุนไพร (กลอย. หนอนตายหยาก.หางไหล.กากชา.)80 ล. + น้ำหมักชีวภาพ 20 ล."  ผสมให้เข้ากันดี  ได้  "หัวเชื้อเข้มข้น"   พร้อมใช้.......ใช้   "หัวเชื้อ 3-5 ล. + น้ำ 10-20ล."   สาดให้ทั่วแปลงนาก่อนย่ำเทือก  สารออกฤทธิ์จากพืชสมุนไพร  สารท็อกซิคจากน้ำหมักชีวภาพ  และกลิ่นของน้ำหมักชีวภาพจะเป็นอันตรายต่อหอยเชอรี่  ทำให้หอยเชอรี่ตายหรือหนีไปได้
       (บุญลือ  สุขเกษม / นิตยสารไม่ลองไม่รู้)
 

     27.ยาฆ่าหญ้า  :  

        ใช้  "น้ำ + กากน้ำตาลเปล่าๆ หรือ ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่หมักใหม่ๆ มีส่วนผสมของกากน้ำตาลเข้มข้น + สารเร่งการดูดซึม"(ยูเรีย)เล็กน้อย  ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบช่วงแดดจัด  ไม่ช้าใบหญ้าจะสลด  เหี่ยว  แล้วเหลืองแห้ง  หรือเรียกว่า  "ใบไหม้".....ยาฆ่าหญ้าจริงๆ ไม่ได้ทำให้ต้นหญ้าตาย  เพราะหลังจากไม่นานหญ้าก็นั้นงอกใหม่  แสดงว่ายาฆ่าหญ้ามีฤทธิ์เพียงทำให้ใบไหม้เท่านั้น  นอกจากนี้ยาฆ่าหญ้ายังมีสถานะเป็น  "กรดจัด"  ตัวยาที่สะสมอยู่ในเนื้อหญ้า  เมื่อเนื้อหญ้าเน่าสลาย  ยาฆ่าหญ้านั้นก็จะออกมาปนเปื้อนอยู่ในเนื้อดิน     

     28.สูตรปรับดิน :

       กาก มันสำปะหลังที่เหลือจากการทำ กลูโคส  ตากแห้ง + ดินเหลือง (เยลโลเค้ก) + 35-0-0 (แอมโมเนียมไนเตรท)  คลุกเคล้าให้เข้ากันดี  แล้วปั้นเม็ด  ตากแดดให้แห้ง  พร้อมใช้งาน
     - ดินเหลืองเหนียวกว่าดินดำ  นิยมใช้ดินเหลืองปั้นเม็ดปุ๋ยอินทรีย์
     - ใช้ขี้เค้กโรงงานน้ำตาลแทนกากมันสำปะหลังได้
    

     29. ยูเรียต่ออ้อย  ผลเสียมากกว่าผลดี :

       ไนโตรเจน (46-0-0) ที่ได้จากยูเรีย  ราคาแพง  เห็นผลเร็วเพราะพืชสามารถดูดซับเข้าสู่ต้นได้ทันทีเนื่องจากเป็นไนโตรเจนที่ อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนรูปอีก  แต่ก็ระเหยออกจากต้นได้เร็วเช่นกัน  อ้อยที่ใช้ยูเรียลำต้นจะอวบอ้วน  น้ำหนักดี เพราะมียูเรียอยู่ในต้น  หลังจากตัดมาแล้ว 6-12 ชม.ยูเรียระเหยออกจากต้น  น้ำหนักจะลดลงมาก  ลำต้นเหี่ยว   15-0-0  หรือ 21-0-0  ราคาถูกกว่ายูเรีย  ให้ไนโตรเจนเหมือนกันแต่ยังอยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ไม่ได้  ต้องรอให้จุลินทรีย์เปลี่ยนรูปเสียก่อนพืชจึงจะนำไปใช้ได้
   

     30. ฮิวมิค แอซิด :

       ใช้ ถ่านหินชั้นแกรไฟต์ 60 ส่วน + ด่างทับทิม 40 ส่วน  (6 : 4) ต้มน้ำให้ละลายดี กรองกากออก  นำน้ำที่ได้เข้าเครื่องโซเวนท์เพื่อไล่น้ำออกจนเหลือแต่ตะกอน  นำตะกอนมาบด ละเอียดก็จะได้   "ฮิวมิค แอซิด"  ชนิดผงเข้มข้น  พร้อมใช้งาน
   

     31. ป้องกันแบคทีเรียในอาหารสัตว์  :

            ใช้   หอมหัวใหญ่.  พริกสดเผ็ดจัด.  มะเขือเทศสุกหรือดิบ.  หัวมันฝรั่งสด.  อย่างละเท่าๆกัน  คั้นแล้วกรองเอาแต่น้ำ  ได้    "หัวเชื้อเข้มข้น"    พร้อมใช้งาน
            อัตราใช้    "หัวเชื้อ 20 ซีซี./น้ำ 20 ล."   ฉีดพ่นที่บริเวณผิวหน้าอาหารสัตว์ที่ผสมเสร็จแล้วพอชื้นจะช่วยป้องกันเชื้อ โรคประเภทแบคทีเรียที่ล่องลอยอยู่ในอากาศเข้าไปเกาะอาศัยอยู่กับอาหารสัตว์ นั้นเพื่อแพร่ขยายพันธุ์ได้ ทำให้อาหารสัตว์ปลอดเชื้อแบคทีเรีย

 

     32.  ป้องกันเชื้อราแอนแทร็คโนส  :

            ใช้    "มะขามเปียกขนาดกำปั้นมือละลายน้ำ 100 ล."    ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบทั่วทรงพุ่มช่วงหลังฝนหยุดใบแห้ง  หรือเช้าตรู่ก่อนน้ำค้างแห้ง  จะช่วยกำจัดเชื้อแอนแทร็คโนส (โรคผลเน่า) ที่เกาะอาศัยอยู่ในหยดน้ำฝนหรือหยดน้ำค้างไม่ให้ซึมซาบเข้าสู่ส่วนต่างๆ (ผล ดอก ใบ กิ่ง) ของพืชได้
 

     33. ลดปริมาณไนเตรทในผัก

          ผักสวนครัวประเภทกินใบที่ได้รับไนโตรเจนมากๆจะเกิดการสะสม จนกลายเป็นไนเตรทตกค้างจนเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคหรือไม่สามารถผ่านการตรวจ สอบสารพิษปนเปื้อนได้  แก้ไขโดยการใช้    "น้ำเปล่า 100 ล. + โซดาเปิดใหม่ไม่เกิน 3 นาที 500 ซีซี."    ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบ  ในโซดามีคาร์บอนซึ่งจะช่วยให้ต้นคายไนโตรเจนออกมา  ช่วงอากาศเปิด (แดดจัด) จะได้ผลใน 6 ชม.  แต่ถ้าเป็นช่วงอากาศปิด (ครึ้มฟ้าครึ้มฝน) จะได้ผลใน 12 ชม. ทั้งนี้ชนิดของพืชที่มีปากใบมากหรือน้อยก็มีส่วนต่อการรับคาร์บอนแล้วคาย ไนโตรเจนได้เร็วหรือช้าด้วย
 

     34.  กิ้งก่ากำจัดจั๊กจั่น  :

           ช่วงหน้าแล้งมักมีจักจั่นตัวโตขนาดปลายนิ้วก้อยถึง โตกว่าออกหากินโดยดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนยอดอ่อนพร้อมกับส่งเสียงร้องอยู่บน ต้นไม้  จั๊กจั่นพวกนี้ขยายพันธุ์โดยการวางไข่ไว้ตามซอกเปลือก  เมื่อไข่ฟักออกเป็นตัวหนอนแล้วจะร่วงไปอาศัยอยู่ใต้พื้นดินโคนต้น  อาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากรากจนกระทั่งเข้าดักแด้  ออกจากดักแด้ก็เป็นจั๊กจั่นตัวเต็มวัยสืบเผ่าพันธุ์ต่อไป
          วิธีกำจัดไข่ของจักจั่นในซอกเปลือกต้นไม้และตัวหนอนใต้ดินโคนต้นให้ฉีดพ่น ด้วยปุ๋ยน้ำชีวภาพผสมกับสารสกัดสมุนไพรบ่อยโดยเฉพาะช่วงที่มีจักจั่นเข้ามา ในสวน  ส่วนวิธีกำจัดตัวแม่จั๊กจั่นให้หากิ้งก่าให้เข้ามาอยู่ในสวน  กิ้งก่าจะคอยจับจักจั่นกินเป็นอาหารหรือจักจั่นพอกันอพยพย้ายไปอยู่ที่อื่น จนหมด
 

     35.  รักษาเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง  :

           เมล็ด พันธุ์ถั่วเหลืองตาก แห้งดีแล้ว 100 กก.ผสมกับปูนขาวหินเผา 20 กก. คลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้วบรรจุใส่กระสอบ  นำไปเก็บในยุ้งที่แห้ง อากาศผ่านสะดวก จะไม่มีแมลงประเภทมอดหรืออื่นๆมากัด ทำลายเมล็ดถั่วเหลือง
 

      36. แสงไฟไล่ค้างคาว  :

            ใช้แสงไฟวาบๆเหมือนไฟบนรถตำรวจ  ขนาด 100 วัตต์  สีแดงหรือส้ม  ติดปลายเสาหรือไม้เหนือยอดต้นไม้ผลที่ค้างจะเข้ามากัดกินผลไม้ในช่วงที่ค้าง คาวเริ่มเข้ามา  แสงไฟวาบๆจะช่วยขับไล่ค้างคาวให้หนีไปได้
 

      37.  พริกไล่แมลงวัน :

            อาหารสดๆคาวๆ  เช่น  กะปิ  น้ำตาล  ปลาร้า  ปลาสด  ปลาเค็ม  มักมีแมลงวันทั้งแมลงวันบ้านและแมลงวันหัวเขียวเข้ามาตอม  ให้ใช้พริกแห้ง 5-6 ฝัก  วางไว้บนกองหรือข้างๆ กลิ่นฉุนจากพริกจะช่วยขับไล่แมลงวันให้หนีไปได้
 

     38. ทำเศษพืชให้เป็นปุ๋ยคอก  :

          หลักการและเหตุผล :
       1. ปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ย่อมมีสารอาหารพืชที่เกิดจากอาหารที่สัตว์ นั้นกินเข้าไป  เช่น  มูลวัวมีหญ้า  มูลไก่มีข้าวโพด  ปลาป่น และอื่นๆ
       2. การใส่ปุ๋ยคอกให้แก่ต้นพืชด้วยวิธีการหว่านทีละต้นหรือแต่ละพื้นที่ทำให้เสียเวลาและสิ้นเปลืองแรงงาน
           การปฏิบัติ  :
       1.  สร้างเศษซากพืชด้วยการหว่านเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว ณ จุดหรือบริเวณที่ต้องการใส่ปุ๋ยคอก  บำรุงเลี้ยงจนต้นถั่วเริ่มออกดอกจึงไถกลบต้นถั่วลงดินหรือล้มให้ราบกับพื้น  หรือนำเศษซากพืชที่ต้องการมากระจายในแปลงเกษตร  ทิ้งไว้ให้แห้ง
       2.  เลือกปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ที่ต้องการละลายน้ำ  กรองเอากากออก  ใช้เฉพาะน้ำเข้มข้น  ผ่านไปกับหัวสปริงเกอร์ราดรดลงบนเศษซากต้นถั่วหรือเศษซากพืชนั้นให้เปียก โชก  2-3 รอบ  ห่างกันรอบละ 5-7 วัน
          - เศษซากต้นถั่วหรือพืชที่เน่าสลายรวมกับน้ำปุ๋ยคอกอะไรก็จะมีคุณลักษณะหรือกลายเป็นมูลสัตว์ชนิดนั้นโดยไม่ต้องหว่าน
          - เสริมประสิทธิภาพน้ำละลายปุ๋ยคอกด้วยการใช้มูลสัตว์หลายๆอย่าง   จัดอัตราส่วนตามความเหมาะสม  พร้อมกับใส่จุลินทรีย์  ฮอร์โมน  ธาตุรอง/ธาตุเสริม ตามต้องการไปพร้อมในเวลาเดียวกันเลย  ก็จะได้ทั้งชนิดและปริมาณของสารอาหารพืชเพิ่มมากขึ้น

      39.  วัสดุปลูกไม่พึ่งปุ๋ยเคมี  :

            วัสดุส่วนผสม
            เศษซากพืชตากแห้งสับเล็ก               100               กก.
            น้ำสารอาหารพืช                          10                 ล.
            (น้ำสารอาหารพืช  :  น้ำละลายปุ๋ยคอก 2-3 ชนิด.  น้ำละลายเครื่องในปลาทะเลบดละเอียด.  น้ำไขกระดูก.   น้ำละลายยิบซั่มธรรมชาติ.  จุลินทรีย์หน่อกล้วย.   ปุ๋ยน้ำชีวภาพ.  ฮอร์โมนสมส่วน. ฮอร์โมนไข่. ฮอร์โมนบำรุงราก.  ฮอร์โมนอื่นๆตามต้องการ )                  วิธีทำ
            แผ่กองเศษซากพืชให้หนาประมาณ 30-50 ซม.  โรยบางๆด้วยยิบซั่มธรรมชาติและรำละเอียดบางๆ  พรมด้วยน้ำสารอาหารให้เปียกโชก  เป็นชั้นที่ 1
            นำเศษซากพืชวางทับชั้นที่ 1 หนาประมาณ 30-50 ซม.  โรยบางๆ ด้วยยิบซั่มพรมด้วยน้ำสารอาหารให้เปียกโชก  เป็นชั้นที่ 2
            ทำซ้ำหลายๆชั้นตามความต้องการ  ชั้นบนสุดให้ปิดด้วยดินร่วนหนาๆ
            หมักทิ้งไว้ 5-7 วันหรือเมื่อเริ่มมีควันเกิดขึ้นให้กลับกองเพื่อระบายความร้อนภายในกอง  และกลับกองทุกครั้งเมื่อมีควันเกิดขึ้น  พยายามรักษาระดับอุณหภูมิภายในกองให้ไม่เกิน 40-60 องศาเซลเซียสอยู่เสมอ  หมดควันหรืออุณหภูมิภายในเย็นลงได้  "วัสดุปลูก"  พร้อมใช้งาน     

          วิธีใช้
       1. บรรจุวัสดุปลูกที่ผ่านการหมักดีแล้วลงถุงดำ  อัดให้แน่นแล้วปลูกพืชสวนครัว-ไม้ดอกไม้ประดับอายุสั้นตั้งแต่เริ่มจนถึง เก็บเกี่ยวผลผลิตและไม้ผลระยะกล้าได้ทุกชนิดลงไป   สารอาหารในวัสดุปลูกจะช่วยให้พืชนั้นเจริญเติบโตดีโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี เลย  ขณะที่พืชอายุสั้นในถุงดำกำลังเจริญเติบโตนั้นอาจให้สารอาหาร (ทำเอง) ผ่านทางใบบ้างเป็นครั้งคราว
       2. ใช้ผสมดินในแปลงปลูกช่วงเตรียมดินหรือบ่มดินจะช่วยเสริมสร้างจุลินทรีย์และสร้างอาหารสำหรับพืชได้เป็นอย่างดี
           หมายเหตุ  :
           ปริมาณและชนิดของสารอาหารพืชในวัสดุปลูกขึ้นอยู่กับชนิดของเศษ ซากพืช   น้ำสารอาหารที่ปรุงแต่งขึ้นมา   และระยะเวลาในการหมัก
 

     40.  น้ำไขกระดูก  :

           ใน กระดูกสัตว์มีสารอาหารพืช หลากหลายชนิด  และเป็นอาหารของจุลินทรีย์  เพื่อการเกษตรอีกจำนวนมาก  เลือกกระดูกสัตว์สดใหม่  บดให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะละเอียดได้ ใส่แล็คติค แอซิด (ได้ฟอสฟอรัส) หรือซัลฟูริค แอซิด  (ได้โซเดียม) อัตรา 3 เปอร์เซ็นต์ของปริมาตร คลุกเคล้าให้เข้ากันดี  หมัก 3-5 วันหรือเมื่อแน่ใจว่ากระดูกถูกย่อยสลายจนกลายเป็นของเหลวแล้วให้ใส่ จุลินทรีย์  น้ำมะพร้าว   ฮิวมิค แอซิด  สาหร่ายทะเล  กลูโคส  คนเคล้าให้เข้ากันดี ติดปั๊มออกซิเจน  แล้วหมักต่ออีก 7-15 วัน  ได้  "หัวเชื้อน้ำไขกระดูกเข้มข้น"   พร้อมใช้งาน

      41.  ไคตินไคโตซาน  สูตรชาวบ้าน :

            สูตร 1
            ใช้ กระดองปู  เปลือกกุ้ง  แกนหมึก  แมลง (สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง)  เห็ดนางฟ้า/นางรม/โคนน้อย/ถั่ว  (อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างๆละเท่าๆกัน)  อบหรือตากให้แห้ง  บดละเอียด  นำลงต้มในน้ำด่างเข้มข้น 5  เปอร์เซ็นต์ต้ม (น้ำ 1 ล.+ ปูนขาว 50 กรัม) ในอุณหภูมิ 50 องศา นาน 3 ชม.เพื่อล้างไขออกให้หมด  กรองเอากากออกทิ้ง  น้ำที่เหลือเป็นน้ำไคติน  กากที่คัดออกนำไปผสมปุ๋ยอินทรีย์หมักใช้รองก้นหลุมปลูก
            นำน้ำไคตินที่กรองได้แช่ในกรดเกลือเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์  นาน 12 ชม.  กรองอีกครั้งหลายๆรอบได้  "ไคตินเข้มข้นบริสุทธิ์"  พร้อมใช้งาน
            นำไคตินบริสุทธิที่ได้แช่ใน  "น้ำเปล่า + น้ำส้มสายชู 5 เปอร์เซ็นต์"  นาน 12 ชม.  ทำซ้ำ 4-5 รอบก็จะได้   "หัวเชื้อไคตินไคโตซานเข้มข้น"   พร้อมใช้งาน
            สูตร 2
             แช่ วัสดุที่อบหรือตากแห้งบดละเอียดดีแล้วในน้ำซาวข้าว  อัตราส่วน 1:1 ใส่จุลินทรีย์เล็กน้อย  ติดปั๊มอ๊อกซิเจนเพื่อให้อากาศแก่จุลินทรีย์   นาน 7-15 วัน   ได้  "หัวเชื้อไคตินไคโตซานเข้มข้น"    พร้อมใช้งาน
 

      42.  ฮอร์โมนไข่หอยเชอรี่  :          

         ไข่ หอยเชอรี่บดละเอียด 1.5 กก. + กลูโคสผง 1 กก. +  ยาคูลท์ 1 ขวด  น้ำมันตับปลา 20 เม็ด + วิตามิน อี. 10 เม็ด + ผงชูรส 1 ซองเล็ก + นมจืด 6 กล่อง + เหล้าขาว 200 ซีซี. + น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ลูก + เครื่องดื่มสไปรท์ 1 ขวด + จุลินทรีย์หน่อกล้วย 100 ซีซี. + น้ำมันพืช 40 ซีซี.  คนเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี  เก็บในร่ม        อุณหภูมิห้อง  คนบ่อยๆวันละ 2-3 ครั้ง  ประมาณ  7 วัน ส่วนผสมจะเหลวเป็นน้ำ สีชมพูอมแดง  มีกลิ่นคาวจากหอยเชอรี่ฉุนน้อยกว่าครั้งหมักใหม่ และกลิ่นฉุนน้อยกว่าการหมักด้วยกากน้ำตาล......หมักนานประมาณ 10 วัน  ได้หัวเชื้อเข้มข้นพร้อมใช้งาน
        (ศรีไพร  อินทร์ทองหลาง   70 หมู่ 3  ต.ชัยนารายณ์  อ.ชัยบาดาล  จ.ลพบุรี) 

      43. ฮอร๋โมนรกหมู  :          

         รกหมูสดบดละเอียด 3 กก. + กลูโคสผง 1 กก. + เหล้าขาว 150 ซีซี. + น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ลูก +  เปลือกสับปะรดสับละเอียด 1 กำมือ + จุลินทรีย์หน่อกล้วย 50 ซีซี. + พด. 2 ชต.  คนเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันดี  เก็บในร่ม  อุณหภูมิห้อง  ช่วงหมักใหม่ๆเศษซากรกหมูจะอืดลอยขึ้นมาด้านบน  ให้คนบ่อยๆ วันละ 2-3 ครั้ง  เมื่อหมักนาน 7-10 วันจะเหลวเป็นน้ำวุ้นข้นเหนียว   ให้หมักต่อไปอีก 1 เดือนน้ำเหลวเหมือนน้ำเชื่อม กลิ่นฉุน สีน้ำเชื่อม  ได้หัวเชื่อเข้มข้นพร้อมใช้งาน
        (ศรีไพร  อินทร์ทองหลาง   70 หมู่ 3  ต.ชัยนารายณ์  อ.ชัยบาดาล  จ.ลพบุรี) 

      44.  ฟักทองยักษ์              

           ข้อมูล จากภาพยนต์สารคดีดิส คัพเวอรี่  นำเสนอเรื่องฟักทองในงานประกวดที่อังกฤษ  ผลที่ชนะเลิศมีน้ำหนัก 700 ปอนด์  สูงท่วมศีรษะฝรั่งผู้ใหญ่   คำนวณเส้นรอบวงโดยเปรียบเทียบกับร่างกายคนที่ยืนเคียงข้างแล้วน่าจะประมาณ 3 คนกางแขนโอบ......รายละเอียดจากสารคดีบอกว่า  เตรียมดินด้วยอินทรีย์วัตถุเป็นสัดส่วนกับดิน 1:1  บำรุงต้นด้วยปุ๋ยทางดินและทางใบเหมือนฟักทองทั่วไป แต่ที่พิเศษกว่า คือ  รดโคนต้นด้วย “เบียร์สด”  วันละ ½ ล.  เป็นประจำตั้งแต่ก่อนออกดอกจนถึงติดผล  หลังจากติดผลแล้วก็ยังบำรุงต่อจนถึงวันเก็บเกี่ยว
         

      45.  ตรวจสอบชีวิตดิน  :          

          ขุดเนื้อดิน ณ ความลึกไม่เกิน 1 คืบมือ  ปริมาณ 1 กำมือใหญ่ๆ  นำลงละลายในน้ำสะอาด 5 ล.  คนเคล้าหรือขยำเอาเศษพืชต่างๆที่ลอยน้ำออกทิ้ง  แล้วแช่น้ำไว้ค้างคืน วันรุ่งขึ้นให้สังเกต  ถ้ามีฟองลอยที่ผิวน้ำแสดงว่าดินดีมีชีวิตใช้เพาะปลูกดี   แต่ถ้าไม่มีฟองแสดงว่าไม่ดีไม่มีชีวิต  

      46. ผักปอดคลุมโคนต้นกล้วย          

          เมื่อต้นกล้วยยืนต้นได้หรือสูงประมาณ 1-1.5 ม.  ให้เก็บเศษผักปอดสดๆทั้งต้นและรากจากน้ำ  พยายามนำเศษดินที่ติดรากมาด้วย  หรือหากเลือกผักปอดต้นที่ขึ้นบนพื้นดินเหลวๆ แล้วถอนขึ้นมาให้มีรากติดดินมาด้วยจะดีมาก   นำขึ้นมาคลุมโคนต้นกล้วย  คลุมหนาประมาณครึ่งหน้าแข้ง  กว้างเต็มพื้นที่ทรงพุ่ม  แล้วหว่านปุ๋ยคอกทับบนผักปอด  จากนั้นให้น้ำตามปกติ  กล้วยจะเจริญเติบโตเร็วมาก  สมบูรณ์แข็งแรง  ไม่มีศัตรูพืชในดินรบกวน  ถึงคราวออกเครือจะได้จำนวนหวีต่อเครือมากขึ้น  จำนวนผลต่อหวีมากขึ้น  ขนาดผลยาวใหญ่  สีจัด  รสดี  กลิ่นดี             

      47. กลิ่นไล่แมลงวันทอง          

          ใช้   “หัวกระเทียมสดบดละเอียด 1 กก.  แช่ในไคตินไคโตซาน 3 ล. และหัวน้ำส้มสายชู 3 ล.”   คนเคล้าให้เข้าดีในภาชนะที่ไม่ใช่โลหะ  ปิดฝาด้วยผ้าให้อากาศผ่านได้เล็กน้อย  เก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง  คนบ่อยๆ  หมักทิ้งไว้ 3-4 วัน  กรองเอากากออกทิ้งไป  ได้  “น้ำหัวเชื้อเข้มข้น”  พร้อมใช้งาน        
        อัตราใช้   “หัวเชื้อ 150 ซีซี./น้ำ 100 ล.”    ฉีดพ่นพอเปียกใบช่วงเช้าแสงแดดเริ่มจัด  หรือแมลงวันทองเริ่มออกวางไข่  กลิ่นกระเทียมจะช่วยขับไล่แมลงวันทองให้หนีไปไม่เข้าวางไข่  

      48.  กุหลาบพยากรณ์แมลง             

         ปลูก กุหลาบแซมแทรกในแปลงพืช  แมลงประเภทปากกัดปากดูดจำพวกเพลี้ยจะเข้ากัดกินดอกกุหลาบก่อน  ทำให้รู้ว่ามีแมลงปากกัดปากดูดเข้ามาแล้ว  จากนั้นจึงเริ่มมาตรการป้องกันเพลี้ยเข้าทำลายพืชประธาน 
 

      49. ปลาเน่าไล่แมลง          

        ใช้ เศษหัวปลาสดชิ้นเล็กๆเท่า หัวแม่มือวางไว้ตามพื้นดินในสวนผัก  ด้านเหนือลม  กลิ่นหัวปลาเน่าช่วยขับไล่แม่ผีเสื้อไม่ให้เข้าวางไข่ทำให้ไม่เกิดหนอนและ หมัดกระโดดให้หนีไปได้
        ( บุญส่ง  ปิ่นทอง  23/1  หมู่ 3  ต.วังลึก  อ.สามชุก  จ.สุพรรณบุรี)  

      50. สมุนไพรกำจัดเพลี้ยอ่อน          

         ใช้น้ำแช่ผลมะกรูดแก่สดที่ยังไม่ได้กลั่นหรือกลั่นแล้วก็ได้ 1 ส่วน ใส่พริกสดเผ็ดจัดบดละเอียด 1 ส่วน น้ำเปล่า 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันดี ได้ “หัวเชื้อเข้มข้น” พร้อมใช้งาน
 ใช้หัวเชื้อ 20-30 ซีซี./น้ำ 20 ล.  ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มช่วงเย็นอากาศไม่ร้อน  ทุก 2-3 วัน นอกจากช่วยกำจัดเพลี้ยอ่อนได้แล้วยังกำจัดหนอนแก้ว หนอนชอนใบได้อีกด้วย
             (ศรีไพร  อินทร์ทองหลาง  70  หมู่ 3  ต.ชัยนารายณ์  อ.ชัยบาดาล  จ.ลพบุรี) 

      51.ทดสอบ กรด-ด่าง ด้วยกระดาษลิสมัส                 

        ใช้กระดาษลิสมัส (มีจำหน่ายในร้านอุปกรณ์การเรียน แผนกอุปกรณ์วิทยาศาสตร์)  จุ่มลงในสารประเภทของเหลว (น้ำ) ที่ต้องการวัดค่า  กรด-ด่าง  ถ้ากระดาษลิสมัสเปลี่ยนสีเป็น  “สีแดง”  แสดงว่าสารตัวนั้นมีสถานะเป็น  “กรด”   แต่ถ้ากระดาษลิสมัสเปลี่นสีเป็น  “สีน้ำเงิน”  แสดงว่าสารตัวนั้นมีสถานะเป็น  “ด่าง” ......กระดาษลิสมัสแต่ละชิ้นใช่งานได้ครั้งเดียวและค่า กรด-ด่าง ที่ทราบเป็นเพียงค่าโดยประมาณ

     52.ทำกระดาษลิสมัส               

      - เตรียมน้ำคั้นกะหล่ำปลีสีม่วง สภาพสดใหม่ สมบูรณ์ โตเต็มที่ ไม่มีสารเคมีปนเปื้อน เก็บตอน ตี.5 เข้าเครื่องปั่นแยกกากแยกน้ำ (จุ๊ยเซอร์) ได้นั้นคั้นมาแล้วใสหม้อสะอาด ต้มให้เดือดจัดจนเหลือ ½ ของครั้งแรก ยกหม้อต้มลง ปล่อยให้เย็น             
      - นำกระดาษสีขาว ตัดเป็นริ้ว กว้าง ½ ซม. ยาว 5-10 ซม. จุ่มลงในน้ำคั้นกะหล่ำปลีสีม่วง แช่นาน 20-30 นาที ครบกำหนดเวลาแล้วนำขึ้นผึ่งลมให้แห้ง ได้ “กระดาษลิสมัส” พร้อมใช้งาน
        ทดสอบการใช้งาน               
      - จุ่มกระดาษลิสมัสลงในน้ำมะนาว ถ้ากระดาษลิสมัสเปลี่ยนสีเป็นสีแดง แสดงว่า “ใช้งานได้”  แต่ถ้าจุ่มในน้ำมะนาวแล้วไม่เปลี่ยนสีเป็นสีแดง แสดงว่า “ใช้งานไม่ได้”
      - จุมกระดาษลิสมันในน้ำปูนใส ถ้ากระดาษลิสมัสเป็นสีเป็นสีน้ำเงิน แสดงว่า “ใช้งานได้”
แต่ถ้าจุ่มในน้ำปูนใสแล้วไม่เปลี่ยนสีเปลี่ยนสีน้ำเงิน แสดงว่า “ยังใช้ไม่ได้”  

     53.พิสูจน์แหล่งน้ำบาดาล               

      - ช่วงหลังค่ำพระอาทิตย์ตกดินใหม่ๆ  อากาศเริ่มเย็น  ไปยืนบนพื้นดินในที่โล่งจะรู้สึกอุ่นเนื่องน้ำใต้ดินถ่ายเทความร้อนขึ้น มา             
      - ใช้ไข่สดวางบนพื้นบริเวณที่รู้สึกไออุ่นแล้วครอบด้วยให้ปากถ้วยสัมผัสผิว ดิน  ทิ้งไว้ค้างคืน  รุ่งเช้ายกถ้วยขึ้นมาดู  ถ้ามีหยดน้ำเกาะตามถ้วยแสดงว่าใต้ดินบริเวณนั้นมีน้ำ  หยดน้ำมากมีน้ำมาก  หยดน้ำน้อยมีน้ำน้อย  ถ้าเจาะบ่อบาดาลก็จะพบน้ำ

    54.น้ำยาล้างปากกำจัดเชื้อรา               

        ใช้น้ำยาล้างปากเดดตอล 1 ขวดเล็ก  ผสมน้ำกลั่น 5 ล.  เขย่าให้เข้ากันดีจะเกิดสีขาวขุ่น  เมื่อใส่น้ำมันข้าวโพด (น้ำยาล้างขวดนมเด็ก) 250 ซีซี.  สีที่ขาวขุ่นจะใสและเมื่อใส่สีผสมอาหาร (เลือกสีและใส่มากน้อยเพื่อให้สีจัดตามต้องการ)  เขย่าให้เข้ากันดีอีกครั้งก็จะได้น้ำยามีสีตามต้องการ  ได้  “หัวเชื้อเข้มข้น”  พร้อมใช้งาน......ใช้   “หัวเชื้อ 10 ซีซี./น้ำ 20 ล.”   ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบ  ช่วยกำจัดเชื้อราและแบคทีเรียได้ดี  โดยเฉพาะโรคตากบตาเสือในเผือก 

     55.นมผงบำรุงผักหวาน               

        ใช้ “น้ำ 100 ล. + นมผง 100-200 กรัม + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.”   ฉีดพ่นทางใบให้กับผักหวาน  ช่วงเช้าอากาศเปิด  อาทิตย์ละครั้ง  หรือก่อนเด็ดยอด 2-3 วัน  จะช่วยบำรุงให้ยอดผักหวานอวบอ้วน  เนื้อแน่น  น้ำหนักดี  รสชาติดี 

     56.กำจัดปลวก                       

       ใช้เมล็ดในของผลสะเดาสดแก่จัด  บดละเอียด 1-2 กก.  แช่น้ำเปล่า 10 ล.  นาน 1 คืน  แล้วนำไปราดรดบนจอมปลวกหรือบริเวณที่ปลวกทำรัง  ก่อนราดให้ใช้เขี่ยรังก่อนเพื่อให้ปลวกแตกรังออกมาและเพื่อให้น้ำแช่สะเดา แผ่ไปทั่วรัง  ปลวกบางส่วนจะตายด้วยสารออกฤทธิ์ในสะเดากับบางส่วนจะหนีไปเนื่องจากไม่ชอบ กลิ่นสะเดา                     
       (ด.ญ.พรทิพย์  จิตตะมโนธรรม  ชั้น ป.6   ร.ร.บ้านใหม่  อ.เมือง  จ.เชียงราย)

     57.กำจัดปลวก                       

       สูตร 1                       

       น้ำ คั้นใบสะเดาสดแก่ไม่เจือจาง  ราดรดบนแหล่งที่ปลวกอยู่ให้เปียกโชก  2-3 รอบ  ห่างกันรอบละ 2-3 วัน  เมื่อปลวกสัมผัสกับสารออกฤทธิ์ในสะเดาถ้าไม่ตายก็จะอพยพหนีไปอยู่ที่อื่น

        สูตร 2                                        

       ใช้ขมิ้นชัน (สรรพคุณหยุดการทำงานของเอ็นไซม์ที่มีเชื้อรา)  เมล็ดน้อยหน่า (สรรพคุณทำลายเนื้อเยื่อของสัตว์) สะเดาอินเดีย (สรรพคุณทำให้แมลงไม่กินอาหาร) หางไหล (สรรพคุณทำให้แมลงหายใจไม่ออก) สาบเสือ (สรรพคุณช่วยลดระดับเอ็นไซม์ในเลือด) ต้นพริก (สรรพคุณลดการทำงานของอนุมูลอิสระ) หญ้าแห้วหมู (สรรพคุณยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์) เปลือกมังคุด (สรรพคุณทำลายระบบภูมิต้านของแมลง) ตากแห้ง  บดละเอียด  อย่างละเท่าๆกัน                     
       วัสดุส่วนผสม 2                     
       ใช้ไม้ฉำฉา  โกงกาง  ทองหลาง  หรือไม้ที่ปลวกชอบกัดกิน (อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหายอย่างๆละเท่าๆกัน)  แก่จัด  ตากแห้ง                       
       วิธีทำและวิธีใช้ (1)                     
       ใช้วัสดุส่วนผสม 1 อัตรา 1 เปอร์เซ็นต์  ผสมกับวัสดุส่วนผสม 2 บดละเอียดแล้วเช่นกัน 99 เปอร์เซ็นต์  คลุกเคล้าให้เข้ากันดี  บรรจุในหลอดพลาสติก  ปักลงดินจนมิดหลอดบริเวณปลวกอาศัยหรือเส้นทางเดินของปลวก  ทุกระยะ 1.20 ม.  ตรวจทุก 15 วันถ้าส่วนผสมหลอดใดหมดก็ให้เติมใหม่แล้วปักไว้ที่เดิม ประมาณ 3-6 เดือนปลวกจะหายไปจนหมดสิ้น                     
      วิธีทำและวิธีใช้ (2)                     
      ใช้วัสดุส่วนผสม 1  อัตรา 100 กรัมผสมแอลกอฮอร์ 1 ล.  คนบ่อยๆ  ทิ้งไว้นาน 24-48 ม.ได้หัวเชื้อเข้มข้น  นำหัวเชื้อเข้มข้นที่ได้ผสมน้ำเปล่า 35 ล. ฉีดอัดลงดินบริเวณปลวกอาศัยหรือเส้นทางเดินของปลูก  ประมาณ 3-6 เดือนปลวกจะหายไปจนหมดสิ้นได้เช่นกัน                       
      หมายเหตุ :                     
      เมื่อปลวกงานนำอาหารที่ปลวกชอบกินไปเก็บไว้ในรัง  ในอาหารที่ปลวกนำเข้าไปนั้นมีสมุนไพรซึ่งสารออกฤทธิ์ในพืชสมุนไพรจะทำให้นาง พญาไม่วางไข่ต่อไปอีก  เมื่อไม่มีไข่ก็จะไม่มีตัวปลวกเกิดใหม่  ไม่นานปลวกก็จะหมดไปเอง                     
      (รศ.ดร.สุรพล วิเศษสวรรค์ ภาควิชาสัตว์บาล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)   

     58.เรียกยอดมะละกอ             

       ต้นมะละกออายุมาก ต้นสูงใหญ่ แต่สายพันธุ์ดี  ต้องการเก็บสายพันธุ์ไว้  สามารถทำได้โดยการลำต้นให้เหลือเป็นตอ  ตัดแล้วใช้ถุงพลาสติกคลุมตอไว้ป้องกันน้ำเข้าแผล  ใส่อินทรีย์วัตถุ (ซากพืช/ซากสัตว์) สารปรับปรุงบำรุงดิน  ให้ฮอร์โมนบำรุงราก และไคตินไคโตซาน  จากนั้นคลุมโคนต้นส่วนที่อยู่ต่ำกว่าถุงพลาสติกอีกชั้นด้วยเศษพืชแห้งเพื่อ ป้องกันผิวของตอซึ่งมีตุ่มตาอยู่ถูกความร้อน  ให้น้ำวันละ 1 ครั้ง......เทคนิคการฉีดพ่นตอด้วย  บี.เอ. (ฮอร์โมนกลุ่มออกซิน) อัตรา 200 พีพีเอ็ม.( 200 มก./ล.) + จิ๊บเบอเรลลิน อัตรา 100 พีพีเอ็ม.(100 มก./ล.) 2-3 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน  ประมาณ 45 วันจะช่วยให้มียอดแทงออกมาจากจากตาโคนตอเร็ว และถ้าต้นสมบูรณ์ดีอาจได้ถึง 3 ยอด/ตา        
      ยอดแตกใหม่นี้เมื่อโตจะออกดอกติดผลเหมือนสายพันธุ์เดิมทุกประการ  หรืออาจจะนำยอดสายพันธุ์อื่นที่ต้องการ  เสียบบนยอดที่แตกใหม่นี้ด้วยวิธีเสียบยอดปกติ ก็จะได้มะละกอสายพันธุ์ใหม่ ตามยอดที่นำมาเสียบนั้น

    59.ฟักทองยักษ์                       

      หลัง จากต้นกล้าฟักทองเริ่มเจริญ เติบโตยืนต้นได้ดีแล้ว ให้รดด้วยเบียร์สดอาทิตย์ละ 1 ล.  เมื่อฟักทองต้นนั้นออกดอกติดเป็นผลแล้ว  เลือกไว้ 1 ผล  ประมาณข้อใบที่ 8 ของเถา  เพียงผลเดียว  แล้วรดด้วยเบียร์สดวันละ 1 ลิตร  จะช่วยบำรุงให้ผลมีขนาดใหญ่จัด ถึง ใหญ่มาก          
      (ข้อมูล : สารคดีดิสคัพเวอรี่ / ฟักทองผลละ 450 ปอนด์) 

    60.ฮอร์โมนบำรุงราก          

      สูตร 1                     
      ใช่หัวขิงสดใหม่  สมบูรณ์  ไม่มีโรคและแมลง 1 กก. นำมาคั้นเอาแต่น้ำ นำน้ำคั้นขิงสด 20 ซีซี. เจือจางในน้ำ 20 ล.  ใช้รดต้นไม้จะช่วยบำรุงให้ระบบรากเจริญเติบโตดี  เพราะในน้ำขิงมีฮอร์โมนบำรุงราก
      (ข้อมูล :  สถาบันราชภัฏหันตรา  จ.พระนครศรีอยุธยา)       
      สูตร 2      
      ใช้กะปิที่ทำมาจากเคย  ก้อนเท่าปลายนิ้วก้อย  ละลายน้ำ 50 ซีซี.   ใช้ปลายพู่กันจุ่มแล้วทาที่แผลตอนกิ่งไม้ก่อนหุ้มด้วยตุ้มตอน  จะช่วยให้กิ่งตอนนั้นออกรากเร็ว      
      สูตร 3       
      ใช้น้ำคั้นข้าวโพดหวาน  สดใหม่  20-30 ซีซี.  เจือจางน้ำ 50 ซีซี.  ใช้ปลายพู่กันจุ่มแล้วทาที่แผลตอนกิ่งไม้ก่อนหุ้มด้วยตุ้มตอน  จะช่วยให้กิ่งตอนนั้นออกรากเร็ว

    61.เร่งข้าวให้แตกกอดี        

      สูตร 1     
      ใช้ “สาหร่ายทะเล 10 กรัม เจือจางน้ำ(พีเอช 5.5-6.0) 20 ล. ฉีดพ่นทางใบ ทุก 7 วัน ทุกระยะ
การเจริญเติบโตจะช่วยบำรุงให้ต้นข้าวแตกกอดี  สมบูรณ์แข็งแรง      
      สูตร 2      
      ใช้  “มูลค้างคาว ประมาณ 1 กำมือ เจือจางน้ำ (พีเอช 5.5-6.0) 20 ล. ฉีดพ่นลงพื้นดินโคนต้นช่วงแตกกอ-ตั้งทอง 2 รอบ  ห่างกันรอบละ 5-7 วัน  จะช่วยบำรุงให้ต้นข้าวแตกกอดี  สมบูรณ์แข็งแรง

    62.ตอมะเขือพวง              

    1.เนื่องจากมะเขือยาวมีระบบรากไม่ค่อยแข็งแรง  แก้ไขโดยการเสียบยอดมะเขือยาวนั้นบนตอมะเขือพวง  ซึ่งมีระบบรากแข็งแรงกว่า  หาอาหารเก่ง  ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า  จะช่วยให้มะเขือยาวโตเร็ว สมบูรณ์ ให้ผลผลิตดี  อายุยืน ให้ผลผลิตดี           
    2.เนื่องจากมะเขือเทศมีระบบรากไม่ค่อยแข็งแรง  แก้ไขโดยการเสียบยอดมะเขือยาวนั้นบนตอมะเขือพวง  ซึ่งมีระบบรากแข็งแรงกว่า  หาอาหารเก่ง  ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า จะช่วยให้มะเขือเทศโตเร็ว สมบูรณ์ ให้ผลผลิตดี  อายุยืน ให้ผลผลิตดี                     
    3.มะเขือม่วงเป็นพันธุ์ไม้ต่างประเทศมีระบบรากไม่แข็งแรง แก้ไขโดยการเสียบยอดมะเขือพวง  ซึ่งมีระบบรากแข็งแรงกว่า  หาอาหารเก่ง  ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า จะช่วยให้มะเขือม่วงโตเร็ว สมบูรณ์ ให้ผลผลิตดี  อายุยืน ให้ผลผลิตดี 

    63.ฆ่ามดยกรัง                       

      หั่น เนื้อปลาสดเป็นชิ้นเล็กพอให้ มดคาบไปได้   แช่ในน้ำมันทอดปลาเก่าพออิ่มน้ำมัน  นำมาคลุกกับผงซันเจี่ย  แล้วนำไปวางที่รังมด  มดงานได้กลิ่นชิ้นปลาจะคาบเข้าไปเก็บในรัง  มดทั้งรังกินซันเจี่ยตายแม้แต่นางพญาก็กินซันเจี่ยตายเช่นกัน  มดส่วนที่รอดแต่เมื่อไม่มีนางพญาก็จะพากันตายตามจนกระทั่งหมดทั้งรัง
      การใช้ยาฉุนหรือกากหนอนตายหยากคลุกกับดินบริเวณรังมด  สารออกฤทธิ์ในยาฉุนหรือหนอนตายหยากทำให้มดงานตายแต่นางพญาไม่ตาย  

    64.กำจัดหอยเชอรี่                       

      ใช้ฝักคูนแก่สด 1 กก.  บดพอแหลก  หมักในน้ำเปล่าพอท่วม  ทิ้งไว้ 1 คืน  พร้อมใช้งาน  อัตราใช้  1 ต่อน้ำ 500   สาดลงนาข้าวระดับน้ำลึก 10-20 ซม.  หอยเชอรี่จะขึ้นจากใต้ดินมาอยู่ที่ผิวน้ำ  แล้วใช้สารสกัดเมล็ดชาเจือจางน้ำเปล่าฉีดพ่นบางๆบนผิวน้ำจะทำให้หอยเชอรี่ ตายหรือหนีไปได้…….ในกากเมล็ดชามีสารซาโปนิน.เป็นอันตรายต่อหอยเชอรี่  แต่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำอื่นๆ  และสารซาโปนิน.นี้จะคงอยู่ในน้ำได้ประมาณ 3 วันก็จะเสื่อมสภาพ

    65.ถนอมเห็ดฟาง                       

      เห็ดฟางเก็บมาแล้วต้มในน้ำไฟอ่อนๆนาน 5 นาที   นำขึ้นสะเด็ดน้ำ  ผึ่งลมพอแห้ง  ใส่ถุงพลาสติกเก็บในตู้เย็นจะอยู่ได้นานไม่เน่าช้ำ   ก่อนบริโภคให้นำมาลวกน้ำอุ่นหรือเข้าไมโครเวฟก่อนจึงนำไปปรุงอาหารตามปกติ

    66.ลองกองผลแก่ไม่พร้อมกัน                       

      ธรรมชาติ การติดผลของลองกองนั้น   ผลที่ส่วนโคนขั้วซึ่งเกิดก่อนจะแก่ก่อนเสมอ   ส่วนผลทางปลายขั้วเกิดทีหลังจะแก่ทีหลัง   จึงทำให้ผลในพวงหรือกระปุกเดียวกันแก่ไม่พร้อมกัน    แนวทางแก้ไข คือ  เมื่อเห็นว่าผลในกระปุกติดเป็นผลหมดแล้วให้เด็ดผลที่ปลายขั้ว 2-3 ผลตั้งแต่ยังเป็นผลอ่อน   วิธีนี้ทำให้ต้นไม่ต้องส่งน้ำเลี้ยงไปเลี้ยงผลปลายขั้วแต่จะเลี้ยงผลอื่นๆ ในขั้วทั้งหมด  ทำให้ผลในกระปุกเดียวกันแก่พร้อมกันได้

     67.เร่งพริกให้ออกดอก                       

      ต้น พริกที่งามใบจนเฝือใบไม่ออก ดอกติดผลหรือติดเล็กน้อย  แก้ไขด้วยการเด็ดใบแก่โคนกิ่งทิ้ง 25-50 เปอร์เซ็นต์แล้วบำรุงต่อไปตามปกติ พริกต้นนั้นจะออกดอกติดผลมากขึ้น

     68. ขี้หมูหมักด่วน 8 ชั่วโมงใช้ดี เพื่อไม้ผล ปรับปรุงดิน

               ขั้นตอนการหมัก
       อัตราส่วนที่ใช้คือ  ขี้หมูสด  40  กก.  น้ำหมักชีวภาพ  พ.ด.6  จำนวน   ลิตร  ปุ๋ยเคมี  16-20-0  2  กำมือคลุกเคล้าให้เข้ากัน  หมักทิ้งไว้อย่างน้อย  8  ชั่วโมง  นำไปราดพื้นบริเวณทรงพุ่มไม้ผล  อาจเกิดหนอนแมลงวันแต่อายุของหนอนจะมากขึ้นอีก 10  วัน  ตัวจะโตกลายเป็นอาหารของนก  หรือกวาดลงน้ำเป็นอาหารปลา  เพราะขี้หมูจะแห้งพอดี  แต่ถ้าใส่ขี้หมูมากหรือหนามากหนอนจะไม่ฟักออกเป็นแมลงวันและตายขณะเป็นตัว หนอน  จากการทำและการใช้มา  2  ปี  ไม่พบปัญหากับพืชแต่พบแต่ผลดี อีกทั้งจากการทดลองถ้าใช้ขี้หมูสดที่ไม่ผ่านการหมักราดลงพื้นบริเวณทรงพุ่ม ไม้ผลเช่นเดียวกับขี้หมูผ่านการหมักฝรั่งจะตายเพียงไม่นาน

     69.  เคล็ดลับปลูกต้นไม้ ให้โตไว      

      วิธีช่วยต้นไม้ในช่วงแรก ให้สามารถแทงรากลงในดินให้ได้ลึก และเร็ว รวมทั้งสามารถเก็บเอาความชื้นไว้สู้กับฤดูแล้งได้โดยวิธีขุดดินให้ลึกลงไป ประมาณ 80 - 100 ซม. แล้วเอาเศษใบไม้แห้งถมลงไปในหลุมปลูกจึงค่อยนำต้นไม้จากถุงเพาะลงไป แล้วตามด้วยดินปิดหน้าหลุมเท่านี้ก็ทำให้ต้นไม้มีอาหาร และความชื้นกินตลอดฤดูแล้งได้
[ใช้เสียมสำหรับขุดเสาไฟฟ้าขุด ช่วยลดเวลาได้ หาได้ที่ร้านวัสดุก่อสร้าง ราคาประมาณ500บาท]
         ข้อมูลจาก:คุณบุญมี โทมา สำนักงานปศุสัตว์อำเภออุบลรัตน์  http://gotoknow.org/blog/lek07/264644





      รวมสูตรวิธีการทำอาหารเลี้ยงปลาดุกไว้ใช้เอง วิธีการลดต้นทุนค่าอาหารในการเลี้ยงสัตว์น้ำ   
         สูตรการทำอาหาร  อย่างประหยัด สูตรที่ 1
สูตรลุงบุญเป็ง จันต๊ะภา เจ้าของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ต.ไม้ยา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย
    1. น้ำหมักชีวภาพ ใช้วัสดุปริมาณ 30 กิโลกรัม ประกอบด้วย
         - พ.ด.2 1 ซอง
         - ปูนาทุบ หรือปลาทั้งตัว หรือ เนื้อหอยเชอรี่ 15 กิโลกรัม
         - กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม
         - ผลไม้สุก เช่น มะละกอ แตงโม กล้วย 5 กิโลกรัม
         - รำละเอียด 5 กิโลกรัม
  นำวัสดุทั้ง 5 ชนิด ผสมคลุกเคล้ากัน แล้วใส่ถุงพลาสติก ปิดฝาไม่ต้องสนิท หลังจากนั้นหมักไว้อย่างน้อย 3 วัน นำมาใช้งานได้
ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพ น้ำที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำไม่เน่าเสีย ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำระหว่างการเลี้ยง
ปริมาณที่ใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อพื้นที่บ่อ 1 ตารางเมตร ต่อ 1 วัน

    2. อาหารสูตรลุงเป็ง ประกอบด้วย
- ปุ๋ยหมัก 100 กิโลกรัม
- รำละเอียด 20 กิโลกรัม
- ปลาป่น 1 กิโลกรัม
- เนื้อหอยเชอรี่ 1 กิโลกรัม
- ปูนาบด 1 กิโลกรัม(กรณีไม่มีหอยเชอรี่และปูนา ให้ใช้ปลาแทนได้)
-น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร
        นำวัสดุทั้ง 6 อย่างมาคลุกเคล้าให้เข้ากันและผสมน้ำให้มีความชื้น 60 % (บีบด้วยมือแล้วคลายวัสดุจะจับตัวกัน ไม่แตก) ใส่ลงในถังพลาสติก ปิดฝาไม่ต้องสนิท หมักไว้เป็นเวลา 7 วัน นำมาใช้งานได้
ประโยชน์ของอาหารสูตรลุงเป็ง ใช้เป็นอาหารสัตว์น้ำโดยตรง
ปริมาณที่ใช้ โดยใช้วิธีสังเกต เติมเมื่ออาหารเดิมเริ่มยุบตัวลง
                  เครดิตผู้เผยแพร่ พูนศักดิ์ อิสานล้านา



         สูตรการทำอาหาร  อย่างประหยัด สูตรที่ 2
     วัสดุที่ต้องเตรียม
-ข้าวเหนียวนึ่ง 1 กก
-รำอ่อน 2 ขีด
-น้ำหมัก 2 ช้อนแกง

     วิธีการหมัก
-นำข้าวเหนียวมาโคลก ให้เหนียวพอประมาณ
-เติมน้ำหมักลงไป 2 ช้อนแกง
-รำอ่อนที่เตรียมไว้นำมาคลุกเคล้ากับข้าวเหนียวที่โคลกแล้ว
-พอที่แล้วนำมาปั้นขนาดเท่าลูกกลอน
-เสร็จแล้วนำไปตากแดดไห้แห้งสามารถเก็บไว้เป็นอาหารปลา สามารถลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี



         สูตรการทำอาหาร  อย่างประหยัด สูตรที่ 3
      วัสดุที่ต้องเตรียม
1. รำละเอียด 2 กระสอบปุ๋ย
2. กากมะพร้าว 1 กระสอบปุ๋ย
3. ปลาป่น 6 กิโลกรัม
4. กากถั่วเหลือง 6 กิโลกรัม
5. จุลินทรีย์ EM 1 ลิตร
6. กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
7. น้ำมันพืช 1 – 2 ลิตร
     วิธีทำ
    1. นำส่วนผสมข้อ 1 1 กระสอบ ข้อ 2,3,4 คลุกให้เข้ากัน
    2. นำส่วนผสม ข้อ 5,6 ผสมน้ำ 20 ลิตร เพื่อคลุกเคล้าส่วนผสม ข้อ 1 หมักไว้ 12 ชั่วโมง
    3. นำส่วนผสมที่หมักไว้ในข้อ 1,2 ผสมกับรำละเอียด 1 กระสอบและน้ำมันพืช 1 – 2 ลิตรคลุกเคล้านำเข้าเครื่องอัดเม็ดผึ่งแดด 2 วัน เก็บไว้ได้ 2 เดือน



         สูตรการทำอาหาร  อย่างประหยัด สูตรที่ 4
    -กากน้ำตาล
    -ปลายข้าวสาร
    -รำละเอียด
    -ข้าวโพดบด
    -ปลาป่น
    -กากถั่วเหลือง
    -กล้วยสุก มะละกอสุก (จะเป็นยาถ่ายของปลา)
    -วิตามิน
         นำส่วนผสมมาอย่างละเท่าๆกัน แล้วนำมาต้มให้สุก แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วนำวิตามินมาโรยที่ก้อนอาหารที่เราปั้นไว้สักนิดนึง เพื่อที่จะทำให้ปลาคลายเครียดและเจริญเติบโตดีขึ้น



         สูตรการทำอาหาร  อย่างประหยัด สูตรที่ 5
1. หอยเชอรี่ 2 กก.
2. มันสำปะหลัง 1 กก.
3. เมล็ดข้าวโพดที่แก่จัด 1 กก.
4. ข้าวเหนียวแห้ง 1 กก.
5  กล้วยสุก 1 กก.
6. ใบกระถินสด 1 กก.
7. กากมะพร้าว 1 กก.
8. รำอ่อน 1 กก.
9. ผงฟู 1 กก.
       วิธีการทำ
1. นำหอยเชอรี่ไปต้มแล้วแกะเอาตัวหอยออกมา สับให้ละเอียด
2. นำมันสำปะหลังมาสับให้ละเอียด
3. นำมันสำปะหลัง ข้าวโพด มาโขก ให้ละเอียด
4. นำส่วนผสมทุกอย่างมาปั่นรวมกัน ด้วยเครื่องผสมปั่นผสมปุ๋ย
5. นำสวนผสมทั้งหมดมาใส่ที่เครื่องร่อนที่ใช้สำหรับทำปุ๋ยเม็ด เพื่อจะให้เป็นอาหารเม็ดแล้วนำมาผึ่งลมให้แห้ง
6. ถ้าไม่เครื่องร่อน ก็ปั่นให้เป็นก้อนกลม ๆ แล้วนำไปผึ่งลมให้แห้ง ก็ได้เช่นกัน
                         เครดิตผู้เผยแพร่ โดย  คนไทภู



         สูตรการทำอาหาร อย่างประหยัด สูตรที่ 6
1. ขี้วัว หรือ ขี้ควาย แห้ง 2 ส่วน
2. กากมะพร้าว หรือ กากถั่วเหลือง 2 ส่วน
3. รำละเอียด (รำอ่อน) 2 ส่วน
4. ไส้ปลา หรือ ไส้ไก่ หรือ ปลาบด หรือ ไข่ไก่ ไข่เป็ด 2 ส่วน (ทำอาหรปลานิลไม่ต้องใช้)
5. ใบกระถิน หรือผักตบ หรือ ผักบุ้ง (หั่นละเอียด 1 ส่วน
6. ข้าวจ้าว หรือ ปลายข้าว ที่นึ่งสุกแล้ว 1 ส่วน
7. จุลินทรีย์ที่ขยายแล้วพอประมาณ (ใช้เฉพาะทำอาหารปลานิล)
       อุปกรณ์ที่ใช้ในการผสมอาหาร ประกอบด้วย
1. ถุงมือยาง 1 คู่
2. กะละมังขนาดตามต้องการ 1 ใบ
3. เครื่องบดเนื้อ 1 เครื่อง
      วิธีทำ
1. นำวัสดุฯ ตามข้อ 1 ถึง ข้อ 6 ใส่ในกะละมังแล้วคลุกให้เข้ากัน
2. นำจุลินทรีย์ที่ขยายแล้ว (ทำอาหารปลาดุก/กบให้ใช้น้ำธรรมดา) เทผสมพอประมาณและคลุกเคล้ากับวัสดุให้เข้ากัน เพื่อให้มีความชื้น ประมาณ 60% (สังเกตุได้จากเมื่อนำมาปั้นเป็นก้อน ไม่มีน้ำ ไหลออกตามง่ายมือ)
3. นำอาหารปลาที่ผสมแล้วเข้าเครื่องบด เพื่อบดออกมาให้เป็นเส้น แล้วนำไปตากแห้งโดยตากใส่แผ่นสังกะสี หรือให้ปลากินสดๆ ก็ได้ (หากจะให้อาหารละเอียดมากขึ้นให้บด 2 ครั้ง)
      การให้อาหาร
ปลาเล็ก ตั้งแต่เริ่มเลี้ยงจนปลามีอายุ 1 เดือน ควรให้อาหารสด
(เมื่อบดเสร็จให้ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ใช้ภาชนะรอง หย่อนลงในบ่อปลา) เมื่อปลาอายุครบ 1 เดือน จึงให้อาหารแห้ง
                เครดิตผู้เผยแพร่ โดย wut nakhon 


      สูตรฮอร์โมนไขสำหรับพืชและสัตว์ บำรุงปลาดุปลาดุกในบ่อซีเมนต์ เป็นสูตรจาก อ.พัฒน์
          ส่วนประกอบ
ไข่ไก่ 5 กิโลกรัม ไข่ไก่เท่านั้นไข่เป็ดไม่ได้
กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม
ยาคูล 1 ขวด (ขวดละ 6 บาทแหละ)
แป้งข้าวหมาก 1 ลูก
หมักทิ้งไว้ 2 อาทิตย์ คนเช้า-เย็น
           วิธีใช้ ฮอรโมนไข่ 2 ช้อนแกงเทลงไปในบ่อที่เลี้ยงปลาดุก 2-3 วันต่อครั้งก็สามารถบำรุงปลาในบ่อได้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บทบาทของโปรตีน อะมิโน R&D 2551

บทบาทของโปรตีน อะมิโน R&D 2551 ในการลดต้นทุน/เพิ่มผลผลิต             ต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยมีการใช้ “หัวเชื้อจุลินทรีย์”ในการเกษตรมากขึ้น  เพราะเชื่อว่ามันเป็นกลไกสำคัญในการปรับปรุงบำรุงดินดีขึ้นลดการใช้ปุ๋ยเคมี             แต่หัวเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดยังไม่ได้รับการตรวจสอบและรับรองคุณภาพหรือได้ใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายจากกรมวิชาการเกษตร             ด้วยเหตุนี้ อาจารย์กร  สุขเกษม  วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน ได้คิดค้นและวิจัยโดยสกัดหน่วยเล็กสุดของโปรตีนจากผลิตภัณฑ์ผึ้งในรูปแบบของ “พอลิเปปไทด์พับซ้อนอัดแน่น”ซึ่งมีโมแลกุลที่มีพลังประจุไฟฟ้าหลายกลุ่มมีความสำคัญที่สุดต่อเซลล์สิ่งมีชีวิตและมีคุณสมบัติการทำละลายทางกายภาพ     และ ฟิสิกส์ของแร่ธาตุในดินและน้ำ             เป็นเวลากว่า 4 ปีในการวิจัยและทดสอบหัวเชื้อจุลินทรีย์โปรตีนอะมิโนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่าง ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา เป็นต้น นายพิเชษฐ  ไชยพาณิชย์ ผ.อ ยืนยันว่าให้ผลผลิตยางมากที่สุดนอกจากนี้สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ม.เกษตรฯบางเขนได้ทดสอบแล้วพบว่ามีโปรตีน 13.33% ของน้ำหนักและจุลินทรีย์อะมิโนโปรตีน…

วิธีแก้ราสนิมของแก้วมังกรด้วย PARD2551 ได้ผลจากการใช้จริงในพื้นที่ทุกภาคมา 2-3 ปี

โรคเชื้อราสนิม ที่เกิดกับแก้วมังกร
           มีลักษณะคล้ายกับ โรคในมะนาว เป็นโรคที่แก้ไม่หายด้วยสารเคมี จากการพยายามมานานของเกษตรกรและมีราคาแพง จึงทำให้เป็นปัญหาต่อการผลิตแก้วมังกรในประเทศ ซึ่งมีความต้องการของตลาดสุขภาพสูงและขายได้ราคาดีเป็นโอกาสที่เกษตรจะสร้างรายได้ในครัวเรือนได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง           โรคนี้เรียกว่า โรคลำต้นจุดสีน้ำตาล เชื้อสาเหตุโรคเกิดจากเชื้อรา Dothiorella sp.พบว่าระบาดหลายระดับทั่วทุกภาคของประเทศประเทศ
อาการของโรค
          ลักษณะอาการจะพบในบริเวณกิ่งอ่อนและผลอ่อนเป็นจุดสีเหลือง จากนั้นจะเกิดเป็นตุ่มจุดนูนเล็กสีน้ำตาลคล้ายสนิม และคล้ายแผลขนาดใหญ่คล้ายรอยปื้นไหม้ ถ้าเกิดที่ผลทำให้ผลเสียหายเป็นตำหนิ ทำให้ราคาและคุณภาพต่ำ
แนวทางการแก้ไข
          ลดการใช้ปุ๋ยเคมี คอก มากเกินไป ทำให้ต้นอ่อนแอต่อโรค โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย และปุ๋ยคอก หมักที่ไม่สมบูรณ์ใส่ให้น้อยที่สุดเท่าที่ต้นไม่ขาดธาตุอาหารก็เพียงพอ
          ใช้สารสูตรโปรตีนพิเศษเฉพาะ PARD ฉีดพ่นต้นทุก 7-15 วัน และให้ฉีดลงดินด้วยเปลี่ยนรูปแหล่งหลบซ่อนของเชื้อที่อาศัยในดิน ถ้ายังไม่หายมากเป็นที่น่าพอใจก็เพิ่มเวลา…

สวนทุเรียนน้องใหม่อายุ1ปี4เดือนที่สุราษฎร์เกิดใบเหลืองร่วง

ผลไม้ที่คนต่างประเทศแย่งคนไทยบริโภคยุคนี้จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้นั่นคือผลทุเรียน โดยเฉพาะชาวจีนเข้ามาทำเป็นธุรกิจถึงถิ่น
ปลูกกันเลย ยังมีชาวฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป ฯรู้จักรับประทานเพราะชื่นชอบรสชาติกันอย่างดี ด้วยเหตุนี้เกษตรกรผู้ปลูกสวนยางพารา
ที่ราคาตกต่ำหันมาปลูกทุเรียนกันมากขึ้นทุกวัน แต่การสร้างสวนใหม่นั้นก็พบปัญหานานาประการ การทำเกษตรนั้นส่วนมากในบ้าน
เราส่วนใหญ่เกษตรกรทำกันไปโดยประมาณไม่แน่นอน บอกต่อกันแนะนำไปตามเขาว่ามาจึงพบปัญหาใหม่ๆเข้ามาให้แก้ไขกันอยู่
เสมอก็เป็นอย่างนี้แหละ แต่บางคนที่จริงจังในการทำนั้นไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยหาวิธีการใหม่ๆมาทดลองแต่ก็ไม่พ้นปัญหาอยู่ดี มีคนบอก
ใช้สารเคมีดินเสียจึงไปเอาขี้วัวมาใส่ต้นละกระสอบ ผลการใช้ทำให้ใบร่วงเหลืองทั้งสวนนี่แหละครับ บันทึกผู้สอบถามแต่ละวันเก็บ
ปัญหาที่แตกต่างกันออกไปไว้แต่ช่วยแนะนำไปแล้วให้ใส่ทีละเล็กละน้อยก็ดีขึ้น