ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บนพื้นฐานวิชาการเกษตร

บนพื้นฐานวิชาการเกษตร
          วิเคราะห์ดิน เพื่อประเมินความอุดมสมบูรณ์เบื้องต้น ต้องวิเคราะห์สมบัติของดิน ดังนี้ คือ
เนื้อดิน ปฏิกิริยากรด-ด่าง อินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัส และโพแทสเชียมที่เป็นประโยชน์
          เมื่อรู้ค่าผลวิเคราะห์ดังกล่าวแล้ว เกษตรกรก็จะทราบสถานะความอุดมสมบูรณ์ของดินของตนเบื้องต้นสามารถนำไปใช้ประเมินปริมาณธาตุอาหารที่พืชสามารถใช้ได้ซึ่งมีอยู่แล้วใน ดิน ส่วนปริมาณธาตุอาหารที่ต้องใส่เพิ่มเติมในรูปของปุ๋ยก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของพืชแต่ละชนิดของพืชที่จะปลูก โดยทั่วไปพืชแต่ละชนิดจะมีความต้องการปริมาณธาตุอาหารแตกต่างกันขึ้นอยู่กับส่วนของผลผลิตที่ต้องการว่าพืชที่ปลูกจะใช้ผลผลิตส่วนไหนบ้าง เช่น ใบ ดอก หรือ ผล เป็นต้น
          ในสภาวะปกติจะแนะนำให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยให้กับพืชทางดิน  เพื่อให้พืชดูดธาตุอาหารที่ละลายน้ำจากปุ๋ยเข้าไปให้ในต้นพืชผ่านทางท่อน้ำทางราก ซึ่งเป็นกลไกปกติในการดูดซับธาตุอาหารของพืชแม้ธาตุอาหารแต่ละชนิดมีเทคนิค ในการจัดการในเนื้อดินต่างๆ แตกต่างกันอยู่บ้างเช่นในกลุ่มดินเหนียวบางชนิดอาจมี เหล็กและอลูมิเนียมมากกว่ากลุ่มดินทรายโอกาสที่ฟอสฟอรัสที่เราใส่ในรูปปุ๋ยจะ ถูกตรึงด้วยเหล็กและอลูมิเนียมจะมากกว่าในกลุ่มดินทรายดังนั้นการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสจึงควรพิจารณาเพิ่มอัตราการใส่ให้ มากขึ้นกว่ากลุ่มดิน ซึ่งมีเหล็กและอลูมิเนียมน้อยกว่าเพื่อให้พืชไม่ขาดฟอสฟอรัส

     ดังนั้นการวิเคราะห์ดินเพื่อ ให้รู้สถานะความอุดมสมบูรณ์ของดิน     จึงเป็นมาตรการที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่สามารถลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพในการผลิตพืช    ในทางหลักวิชาการเกษตรกรควรวิเคราะห์ดิน 3-5 ปีต่อครั้ง   นั่นหมายถึงหากเกษตรกรปลูกพืชชนิดเดียวกันในพื้นที่เดียวกันตลอด 3-5 ปี  เกษตรกรก็วิเคราะห์ดินแค่หนึ่งครั้ง  ก็สามารถใส่ปุ๋ยแบบเดิมได้ถึง 3-5 ปี         เพราะปริมาณธาตุอาหารสะสมในดินจะไม่เปลี่ยนแปลงแตกต่างจากเดิมไปมากนักในแต่ละปีหรือแต่ละฤดูปลูก
          ดังนั้นหากเกษตรกรมีผลวิเคราะห์ดินก็สามารถเปิดคู่มือคำแนะการใช้ปุ๋ยตามค่า วิเคราะห์ดิน กรมวิชาการเกษตรเกษตรกรก็จะได้ความรู้ว่าการปลูกพืชชนิดที่เราต้องการในที่ดินของเรานั้น เราจะต้องใส่ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เพิ่มอีกกี่กิโลกรัมต่อไร่หากทำได้แบบนี้เกษตรกรก็จะพบว่าการปรับเปลี่ยนมาใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินอย่างจริงจังจะเป็นมาตรการอันดับแรกที่จะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้อย่างชัดเจนและดินมีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนโดยเกษตรกรที่ใส่ปุ๋ยในอัตราที่เกินความต้องการอยู่จะได้ใส่ปุ๋ยลดลงและเกษตรกรที่ใส่ปุ๋ยน้อยเกินไปก็จะได้ปรับมาใส่ปุ๋ยให้กับพืชให้ถูกต้อง เหมาะสมกับดิน   และความต้องการของพืชที่ปลูกจะได้ไม่เสียโอกาสในการผลิต  และลดการเกิดปัญหาดินเสื่อมโทรมเมื่อได้ผลผลิตเหมาะสมกับ การใส่ปุ๋ยจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่คุ้มค่ากับการลงทุน 

พืช

          พืช แต่ละชนิดมีความต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกันดังนั้นเมื่อปลูกต่างชนิดกัน ในพื้นที่ดินที่มีผลวิเคราะห์ดินแบบเดียวกัน อัตราปุ๋ยที่แนะนำให้ใส่จะแตกต่างกันไปตามชนิดพืชที่ปลูกโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับว่าพืชที่ปลูก นั้นให้ผลผลิตเป็นอะไร เช่น พืชกินใบก็เน้นการให้สัดส่วนธาตุไนโตรเจนสูงกว่า พืชกินดอกก็เน้นให้ฟอสฟอรัส พืชให้ผลก็เน้นฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม รวมทั้งต้องรู้วิธีการใส่

          คำแนะ นำการใส่ปุ๋ยส่วนใหญ่จะเน้นให้รองพื้นด้วยปุ๋ยฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมทั้งหมด เนื่องจากธาตุอาหารสองชนิดนี้สูญหายเพียงเล็กน้อย ซึ่งแตกต่างจากไนโตรเจน ที่มักแนะนำให้แบ่งใส่ให้มากครั้งที่สุด เนื่องจากแอมโมเนียม และไนเตรทสามารถละลายน้ำได้ดีมาก และไนเตรทเป็นประจุลบจะสูญเสียได้ง่ายกว่าแอมโมเนียมซึ่งเป็นประจุบวกไนเตรทจึงมีประสิทธิภาพในการใช้ต่ำแม้พืชจะดูดใช้ได้เร็วกว่า โดยทั่วไปไนโตรเจนทั้งหมดที่เราใส่นั้นพืชสามารถนำไปใช้ได้จริงเพียงร้อยละ 25-30 ของปริมาณที่ใส่ทั้งหมดเท่านั้น  วิธีการแบ่งใส่ 2-4 ครั้ง จึงเป็นวิธีการที่มักแนะนำให้ปฏิบัติและเกษตรกรที่มีความรู้ก็จะเลือกชื้อปุ๋ยคุณภาพดีมาใช้โดยมีการแบ่งปุ๋ยใส่ครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้งเพราะถึงอย่างไรก็ต้องแบ่งไนโตรเจนใส่อยู่แล้วบางรายจึงแบ่งฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมมาใส่ด้วย ซึ่งก็ได้ผลดีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเนื้อดินและความต้องการของพืชที่ปลูก

          นอก จากนี้พืชบางชนิดอาจมีความต้องการใช้ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมเพิ่ม เติมเพื่อสร้างผลผลิต เราก็จะต้องมีความรู้และใส่ให้เพิ่มเป็นพิเศษ เช่น ปาล์มน้ำมัน ต้องเพิ่มแมกนีเซียมและโบรอน หรือในไม้ผลต้องมีการพิจารณาใส่แคลเซียมและโพแทสเซียมเพิ่มเติม ซึ่งเป็นประเด็นพิจารณาเพิ่มเติม ที่เกษตรกรต้องทราบเป็นการเฉพาะในการปลูกพืชแต่ละชนิด จึงต้องมีความรูในเรื่องเทคโนโลยีการผลิตพืชชนิดนั้นๆ ประกอบเพิ่มเติมด้วยและการให้คำแนะนำเกษตรกรก็ต้องชี้ให้เข้าใจในประเด็นเหล่านี้การใช้ปุ๋ยจึงจะทำให้เกษตรกรได้กำไรงาม
ปุ๋ย

          เกษตรกร ต้องเข้าใจและรู้จักปุ๋ยชนิดต่างๆอย่างดี โดยทั่วไปปุ๋ยแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ เกษตรกรต้องรู้ว่าปุ๋ยแต่ละประเภทคืออะไร  มีความต่างกันทั้งคุณสมบัติและวิธีการใช้ให้มีประสิทธิภาพอย่างไร    การแบ่งปุ๋ยต่างกันในแต่ละประเภทนั้นเป็นการแบ่งตามที่มาของส่วนประกอบในปุ๋ย ดังนั้น
          ปุ๋ยเคมี  เป็นปุ๋ยที่ประกอบด้วยแร่ธาตุที่อยู่ในรูปอิออน หรือรูปของธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับพืชโดยตรง โดยได้มาจากการนำแร่ธาตุมาผ่านกระบวนการผลิตโดยปฏิกิริยาเคมี ซึ่งพืชพร้อมจะนำไปใช้ได้ง่ายๆ  หากพืชขาดปุ๋ยเราจึงควรใส่ปุ๋ยเคมีก่อนเพราะปุ๋ยเคมีพืชจะตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ทันกับความต้องการของระยะการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของพืช

          ปุ๋ยอินทรีย์  มี 3 ชนิด คือ ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ซึ่งเราจะเห็นว่าทั้งสามชนิดมีที่มาที่เหมือนกัน คือ แหล่งที่มาจากวัสดุอินทรีย์ แต่ต้องเข้าใจให้ตรงกัน  ก่อนเพิ่มเติมอีกว่าทั้ง 3 ชนิดนี้เหมือนกันตรงที่จะเป็นประโยชน์กับพืชได้ก็ต่อเมื่อวัสดุอินทรีย์ที่ เป็นส่วนประกอบมีการย่อยสลายที่สมบูรณ์จนแปรสภาพปลดปล่อยธาตุอาหารในรูปอิออนออกมาก่อนพืชจึงจะดูด ดึงไปใช้ได้ แม้จะมีพืชบางชนิดสามารถดูดดึงกรดอินทรีย์โดยได้บ้างก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นกลไกหลักในการดูดดึงธาตุอาหารของพืช การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งสามชนิดมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

             ปุ๋ยพืชสด เน้นการใช้พืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสด เพราะเป็นพืชที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูงโดยทั่วไปมีไนโตรเจนสะสมในระยะออกดอกสูงถึงร้อยละ 2-4 ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชตระกูลถั่ว จึงมีสัดส่วนของคาร์บอนและไนโตรเจน (C/N ratio) ต่ำกว่า25จึงจัดเป็นวัสดุอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ง่ายการใช้จึงแนะนำให้ไถกลบในช่วงที่ดินมีความชื้นและหมกทิ้งไว้ในดินบนชั้นไถ พรวนอย่างน้อย 45 วัน จึงจะปลูกพืชได้ แต่ความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารก็คาดการณ์ได้ไม่แน่นอนเพราะจะค่อยๆปลดปล่อยออกมา สู่ดิน เกษตรกรมักไม่ค่อยนิยมปลูก เพราะการปลูกปุ๋ยพืชสดใช้เวลามากเป็นการบำรุงดินที่ไม่ทำให้มีรายได้แก่เกษตรกรโดยตรง    แต่เป็นรายได้ทางอ้อมจากผลผลิตพืชที่จะเพิ่มขึ้นจากการบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ ในกรณีการปลูกหลังนาเกษตรกรบางพื้นที่จึงนิยมปลูกถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วลิสง  นับว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสม   เพราะมีผลต่อการเพิ่มรายได้และสามารถใช้เศษซากต้นถั่วที่เหลือไถกลบบำรุงดิน วิธีนี้เป็นวิธีการจัดการตอซังที่เหมาะสมกว่าวิธีการเผาซึ่งเป็นการทำลายอินทรียวัตถุและสร้างมลภาวะจากหมอกควัน ส่วนการเร่งย่อยฟางโดยการหมักในสภาพขังน้ำ  ซึ่งทำให้ได้อินทรียวัตถุจากฟางข้าวลงสู่ดิน แต่ก็เป็นการเร่งการเกิดการปลดปล่อยแก๊สมีเทน (CH4)  จากขบวนการทางชีวภาพระหว่างการย่อยฟางข้าวเป็นน้ำตาลและมีการย่อยน้ำตาล เป็น
กรดอะชิติกซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญในการเกิดสร้างมีเทน โดยเมื่อจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการออกชิเจนใช้กรดอะชิติก จะทำให้ได้เป็น คาร์บอนไดอ๊อกไชด์ (CO2) กับไฮโดรเจน (H2) ซึ่งทำปฏิกิริยากันเป็นแก๊สมีเทนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพราะสภาพน้ำขังเป็นสภาวะอับอากาศเหมาะกับการเจริญของจุลินทรีย์ กลุ่มเมตทาโนเจน (Methanogen) และสนับสนุนให้เกิดการปล่อยแก๊สมีเทนจากคาร์บอนในอินทรียวัตถุที่สะสมอยู่ใน ดิน  จึงเป็นที่มาของเทคโนโลยีการทำนาแบบเปียกสลับแห้งที่กรมการข้าวกำลังส่งเสริม แต่หากสลับด้วยการปลูกพืชไร่ตระกูลถั่วนับว่าจะเป็นมาตรการที่ดีที่สุดในการ จัดการฟางข้าวหลังนา เพราะจะทำให้ได้ทั้งอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายและลดการปล่อยแก๊สมีเทน  อย่างไรก็ตามการปลูกถั่วต้องมีการให้ความรู้ในการผลิตกับเกษตรกรเพิ่มเติม  รวมทั้งต้องสร้างระบบการรับชื้อผลผลิตที่แน่นอนเช่นเดียวกับข้าวเปลือกจะทำ ให้สนับสนุนระบบเกษตรยั่งยืนได้มากกว่า

         ปุ๋ยคอก ในปัจจุบันไม่ค่อยมี เพราะว่าส่วนใหญ่มีการเอามูลสัตว์ออกจากคอกอย่างรวดเร็วและขายในรูปมูลสัตว์แห้ง โอกาสในการทิ้งให้มูลสัตว์ย่อยสลายสมบูรณ์ในคอกสัตว์ข้ามปีเหมือนในอดีตจึงไม่ค่อยมีเกษตรกรบางรายนิยมใช้มูลสัตว์ดิบๆ ปลูกพืช วิธีการใช้มูลสัตว์ดิบๆที่ถูกต้อง จะต้องคลุกเคล้ากับดินที่มีความชื้นเหมาะสมทิ้งไว้ให้ย่อยสลายสมบูรณ์ 1-2 เดือนคล้ายๆกับปุ๋ยพืชสด   ก่อนจะปลูกพืชได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดวัสดุและสภาวะแวดล้อม แต่ส่วนใหญ่จะพบปัญหาการแพร่กระจายของเมล็ดวัชพืช และเชื้อโรค เช่น E.coliSamonellaและ Coliform  ดังนั้นการจัดการมูลสัตว์ที่เหมาะสม จึงควรจะผ่านการทำปุ๋ยหมักให้ย่อยสลายสมบูรณ์ก่อนตั้งแต่ในฟาร์ม เพื่อลดเชื้อโรคและภาระในการขนส่งและเก็บรักษา

           ปุ๋ยหมัก คือวัสดุอินทรีย์ที่ย่อยสลายสมบูรณ์โดยจุลินทรีย์โดยหลักการทำปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในการผลิตพืชระบบเกษตรอินทรีย์  จะมีการผสมกันระหว่างมูลสัตว์กับเศษพืช โดยให้มีสัดส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนของวัสดุอินทรีย์ผสมก่อนการหมักเท่ากับ 30/1  และมูลสัตว์ที่ใช้ต้องเป็นมูลสัตว์ที่เลี้ยงแบบไม่มีการทรมารสัตว์ และห้ามใช้ปุ๋ยยูเรียหรือปุ๋ยเคมีไนโตรเจนอื่นๆเป็นสารให้ไนโตรเจนอย่างเด็ดขาดเพราะมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ หรือปุ๋ยเคมีหากเกษตรกรใช้ปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายสมบูรณ์วัสดุอินทรีย์จะ แปรสภาพเป็นแร่ธาตุในรูปอิออนเช่นเดียวกับในปุ๋ยเคมี พืชก็จะดูดดึงไปใช้ได้ง่ายเช่นเดียวกัน ปกติรูปธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ในปุ๋ยหมักมีเพียงร้อยละ10 ของปริมาณธาตุอาหารที่เป็นองค์ประกอบทั้งหมดและจะค่อยๆปล่อยออกมาเรื่อยๆ

      ปุ๋ยชีวภาพ คือ ปุ๋ยที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ที่ให้ธาตุอาหารกับพืช เดิมมีเพียงไรโซเบียมที่ยอมรับเป็นปุ๋ยชีวภาพ เนื่องจากว่าสามารถใช้แทนปุ๋ยไนโตรเจนในการปลูกถั่วได้  ในการใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมก็จะต้องใส่ปุ๋ยอื่นๆ เพื่อให้ธาตุอาหารอื่นๆที่นอกเหนือจากไนโตรเจน ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่าไม่มีปุ๋ยชีวภาพตัวไหนที่ใส่ให้กับพืชแบบเดี่ยวๆได้ ในการนำไปใช้จึงต้องศึกษาให้มีความเข้าใจที่ชัดเจนก่อน

น้ำ

          น้ำคือแหล่งของความชื้นในดิน  การใส่ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพดินต้องมีความชื้นที่เหมาะสม   หากใส่ปุ๋ยในดินที่มีความชื้นไม่เพียงพอจะทำให้ธาตุอาหารไม่ละลายออกมาจากปุ๋ย  ทำให้รากพืชดูดดึงสารละลายธาตุอาหารไปใช้ไม่ได้  ดังนั้น ความชื้นจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการใส่ปุ๋ยให้กับพืช เกษตรกรต้องรักษาความชื้นในดินให้เหมาะสมอยู่เสมอ    การใส่ปุ๋ยต้องใส่ในช่วงที่ดินมีความชื้นเหมาะสมเท่า หากดินแห้งก็ไม่ควรใส่ปุ๋ยให้กับพืช ในการจัดการธาตุอาหารพืชจึงต้องคำนึงถึงความชื้นในดินก่อนการใส่ปุ๋ยด้วย

การจัดการ

          เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยมากน้อยแค่ ไหน  ต้องพิจารณาราคาผลผลิตพืชด้วย  เพราะหากผลผลิตดีราคาดี เกษตรกรก็จะมีรายได้ดี  หากราคาไม่ดีการใส่ปุ๋ยมากๆ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ  เพราะจะทำให้เกษตรกรมีความเสี่ยงในการขาดทุน โดยต้องหาระดับการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม ที่จะทำให้เกษตรกรมีกำไรมากที่สุด  มากกว่าระดับที่ให้ผลผลิตสูงสุด  แผนการผลิตที่ใช้ต้นทุนสูงเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดมีโอกาสขาดทุนมากกว่า แผนการผลิตแบบต้นทุนต่ำแต่ผลผลิตสูงและเกษตรกรต้องสามารถคาดการณ์ ราคาขายผลผลิตก่อนล่วงหน้าได้ เพราะจะได้บริหารจัดการปุ๋ยได้อย่างเหมาะสม เพราะบางครั้งอาจมีปัจจัยอื่นๆ มาทำให้กำไรที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปุ๋ยมาทำให้กำไรลดลง  เช่น การระบาดของโรคและแมลง เป็นต้น จะทำให้มีต้นทุนการดูแลรักษาเพิ่มขึ้น (กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร DOA.)


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บทบาทของโปรตีน อะมิโน R&D 2551

บทบาทของโปรตีน อะมิโน R&D 2551 ในการลดต้นทุน/เพิ่มผลผลิต             ต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยมีการใช้ “หัวเชื้อจุลินทรีย์”ในการเกษตรมากขึ้น  เพราะเชื่อว่ามันเป็นกลไกสำคัญในการปรับปรุงบำรุงดินดีขึ้นลดการใช้ปุ๋ยเคมี             แต่หัวเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดยังไม่ได้รับการตรวจสอบและรับรองคุณภาพหรือได้ใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายจากกรมวิชาการเกษตร             ด้วยเหตุนี้ อาจารย์กร  สุขเกษม  วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน ได้คิดค้นและวิจัยโดยสกัดหน่วยเล็กสุดของโปรตีนจากผลิตภัณฑ์ผึ้งในรูปแบบของ “พอลิเปปไทด์พับซ้อนอัดแน่น”ซึ่งมีโมแลกุลที่มีพลังประจุไฟฟ้าหลายกลุ่มมีความสำคัญที่สุดต่อเซลล์สิ่งมีชีวิตและมีคุณสมบัติการทำละลายทางกายภาพ     และ ฟิสิกส์ของแร่ธาตุในดินและน้ำ             เป็นเวลากว่า 4 ปีในการวิจัยและทดสอบหัวเชื้อจุลินทรีย์โปรตีนอะมิโนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่าง ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา เป็นต้น นายพิเชษฐ  ไชยพาณิชย์ ผ.อ ยืนยันว่าให้ผลผลิตยางมากที่สุดนอกจากนี้สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ม.เกษตรฯบางเขนได้ทดสอบแล้วพบว่ามีโปรตีน 13.33% ของน้ำหนักและจุลินทรีย์อะมิโนโปรตีน…

วิธีแก้ราสนิมของแก้วมังกรด้วย PARD2551 ได้ผลจากการใช้จริงในพื้นที่ทุกภาคมา 2-3 ปี

โรคเชื้อราสนิม ที่เกิดกับแก้วมังกร
           มีลักษณะคล้ายกับ โรคในมะนาว เป็นโรคที่แก้ไม่หายด้วยสารเคมี จากการพยายามมานานของเกษตรกรและมีราคาแพง จึงทำให้เป็นปัญหาต่อการผลิตแก้วมังกรในประเทศ ซึ่งมีความต้องการของตลาดสุขภาพสูงและขายได้ราคาดีเป็นโอกาสที่เกษตรจะสร้างรายได้ในครัวเรือนได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง           โรคนี้เรียกว่า โรคลำต้นจุดสีน้ำตาล เชื้อสาเหตุโรคเกิดจากเชื้อรา Dothiorella sp.พบว่าระบาดหลายระดับทั่วทุกภาคของประเทศประเทศ
อาการของโรค
          ลักษณะอาการจะพบในบริเวณกิ่งอ่อนและผลอ่อนเป็นจุดสีเหลือง จากนั้นจะเกิดเป็นตุ่มจุดนูนเล็กสีน้ำตาลคล้ายสนิม และคล้ายแผลขนาดใหญ่คล้ายรอยปื้นไหม้ ถ้าเกิดที่ผลทำให้ผลเสียหายเป็นตำหนิ ทำให้ราคาและคุณภาพต่ำ
แนวทางการแก้ไข
          ลดการใช้ปุ๋ยเคมี คอก มากเกินไป ทำให้ต้นอ่อนแอต่อโรค โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย และปุ๋ยคอก หมักที่ไม่สมบูรณ์ใส่ให้น้อยที่สุดเท่าที่ต้นไม่ขาดธาตุอาหารก็เพียงพอ
          ใช้สารสูตรโปรตีนพิเศษเฉพาะ PARD ฉีดพ่นต้นทุก 7-15 วัน และให้ฉีดลงดินด้วยเปลี่ยนรูปแหล่งหลบซ่อนของเชื้อที่อาศัยในดิน ถ้ายังไม่หายมากเป็นที่น่าพอใจก็เพิ่มเวลา…

สวนทุเรียนน้องใหม่อายุ1ปี4เดือนที่สุราษฎร์เกิดใบเหลืองร่วง

ผลไม้ที่คนต่างประเทศแย่งคนไทยบริโภคยุคนี้จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้นั่นคือผลทุเรียน โดยเฉพาะชาวจีนเข้ามาทำเป็นธุรกิจถึงถิ่น
ปลูกกันเลย ยังมีชาวฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป ฯรู้จักรับประทานเพราะชื่นชอบรสชาติกันอย่างดี ด้วยเหตุนี้เกษตรกรผู้ปลูกสวนยางพารา
ที่ราคาตกต่ำหันมาปลูกทุเรียนกันมากขึ้นทุกวัน แต่การสร้างสวนใหม่นั้นก็พบปัญหานานาประการ การทำเกษตรนั้นส่วนมากในบ้าน
เราส่วนใหญ่เกษตรกรทำกันไปโดยประมาณไม่แน่นอน บอกต่อกันแนะนำไปตามเขาว่ามาจึงพบปัญหาใหม่ๆเข้ามาให้แก้ไขกันอยู่
เสมอก็เป็นอย่างนี้แหละ แต่บางคนที่จริงจังในการทำนั้นไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยหาวิธีการใหม่ๆมาทดลองแต่ก็ไม่พ้นปัญหาอยู่ดี มีคนบอก
ใช้สารเคมีดินเสียจึงไปเอาขี้วัวมาใส่ต้นละกระสอบ ผลการใช้ทำให้ใบร่วงเหลืองทั้งสวนนี่แหละครับ บันทึกผู้สอบถามแต่ละวันเก็บ
ปัญหาที่แตกต่างกันออกไปไว้แต่ช่วยแนะนำไปแล้วให้ใส่ทีละเล็กละน้อยก็ดีขึ้น